คำสอนของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ที่ข้าพเจ้าเคยได้รับฟังมา ได้สะเทือนเข้าไปถึงขั้วหัวใจ ความเมตตาอันหาที่สุดมิได้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ครูบาอาจารย์ที่อยากเห็นผู้คนพ้นจากความทุกข์ในอบายภูมิ ไม่ต้องไปเป็นเปรต อสุรกาย หรือสัตว์เดรัจฉาน ไม่ต้องตกนรกไปเป็นสัตว์นรก
ปัญหาและคำถามที่จะต้องถามกันในปัจจุบันนี้ ก็คือ...
ในยุคสมัยที่กิเลสหนาแน่น สื่อและสิ่งที่มากระทบ มาชวนหลงไหล อยู่รอบกายเนื้อ จิตที่มักจะไม่รู้เท่าทัน ไม่เห็นตามความเป็นจริง จึงไม่หยุดแค่ข้องแวะ แต่ไปใส่อุปาทาน แต่ก็แน่ล่ะ ว่ากันไม่ได้หรอก เพราะนี่คือกามภพ ไม่ใช่พรหมโลก เกิดในกามภพก็แน่นอน ย่อมต้องมี "ข้องแวะ" กับกาม นั่นคือ "เกี่ยวข้อง" และ "แวะเวียน" เหมือนรถจอดป้ายให้เขาลง ก็แค่แวะรับส่ง แต่อีคราวนี้ มันไม่ใช่แค่นั้นสิ มันกลายเป็นไม่ใช่แค่ข้องแวะ เพราะถ้าแค่ข้องแวะ ก็จะยังหลบหลีกได้ถ้ารู้เท่าทัน แต่นี่มักจะสานต่อ อย่างที่เคยว่าไว้ กามเนี่ยดูดีๆ ต้นตอหรืออุปาทานในกามที่เกิดจากตัณหาต่างหาก แต่ปัญหาก็คือ สติเรามั่นคงพอที่จะให้ปัญญารู้เท่าทันหรือเปล่าล่ะ
หนังสือทุกเล่ม บทความทุกชิ้น และเนื้อหาทั้งหมดของมานะ อยู่ในโครงการนี้ เขียนขึ้นด้วยความเคารพในพระธรรม ไม่ได้หวังชื่อเสียง ไม่ปราถนาฐานะใดๆ และไม่เคยคิดเห็นว่าตนเองเป็นผู้ที่ควรแก่การนับถือ เป็นเพียงผู้ปฏิบัติคนหนึ่งที่อยากแบ่งปันสิ่งที่พอเข้าใจ หวังเพียงให้เป็นแค่ "เรือกู้ชีพ" หรือ "เรือจ้าง" ลำเล็กๆ อีกลำ ที่ช่วยพาให้พ้นปากอบายได้บ้าง
อย่างน้อยที่สุดในชาตินี้ ถ้ายังไม่ถึงอรหันต์ เราก็ควรจะต้องมีเครื่องมือที่ประคองไม่ให้ตกอบายกันได้ ที่หยิบใช้ได้ทันทีเมื่อถึงเวลา
ข้าพเจ้า มานะ เพียงสร้างเหตุปัจจัยเล็กๆ ไว้ตามทาง ตามกำลังอันน้อยนิด ไม่เคยหวังว่าจะต้องเกิดดอกเกิดผลอะไร เปรียบเหมือนต้นไม้ต้นเล็กๆ ที่ปลูกไว้ ท่านใดเหนื่อยก็เชิญแวะพักตามสะดวก ดื่มน้ำดื่มท่า พูดคุย ทานกาแฟ คลายข้อสงสัยเพื่อปลดสิ่งพะรุงพะรัง และเดินตามเส้นทางที่พระพุทธเจ้าชี้ทาง ด้วยน้ำหนักเท้าและวิธีการเดินในแบบหรือจริตนิสัยของแต่ละบุคคลเอง
เพื่อเป้าหมายนี้ โครงการจึงถูกขับเคลื่อนด้วย 2 เส้นทางหลักๆ ที่ตอบโจทย์จริตนิสัยที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล นั่นคือ
ตัดสักกายทิฏฐิ มุ่งสู่เส่นทางแห่ง "พระโสดาบัน"
อย่างน้อยโสดาบันที่เห็นอริยสัจในระดับสัตตขัตตุง ร่างกายนี้ต้องตาย ร่างกายไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา เห็นการรับรู้โลกที่เป็นกระแส ไม่ใช่เป็นก้อน
นี่คือทางรอดที่ปลอดภัยและเด็ดขาดที่สุด พระโสดาบันคือผู้ที่ไม่ต้องกลับไปเกิดในอบายภูมิอีกตลอดไป อยู่ในสุคติภูมิ และถ้าเร่งรัดต่อไปก็จบกิจภายในชีวิตนี้ได้ หรือก่อนกายแตกดับ
โครงการนี้จึงพยายามชำแหละกิเลส คลายเส้นทางให้เห็นปลายทางเท่านั้น ไม่แวะริมทางใดๆ ถอดข้ออ้างของกิเลสทั้งหมดแบบไม่อ้อมค้อม ลากเอาสังโยชน์ และกามราคะส่วนลึกออกมาประจันหน้ากันตรงๆ ดังเช่นบทวิเคราะห์เรื่องกามใน "นารีผล Sandbox" เพื่อชี้ให้เห็นกันโต้งๆ ว่า สิ่งที่ตัดกิเลส คือปัญญาที่แล่นบนพื้นจิตที่ตั้งมั่นในระดับนึง ไม่ได้ Fixed ว่าจะต้องอยู่ในท่านั้นท่านี้เสมอไป
การปฏิบัติธรรม คือ การรู้เท่าทัน ไม่เน้นให้ผู้ฝึกต้องไปนั่งกดข่มใจไม่ให้มีความคิดใดๆ นานๆ แบบไร้จุดหมาย แต่แค่ชวนมาอ่าน มาฟัง มาคิดพิจารณา จนจิตเกิดความเห็นแจ้งตามความเป็นจริง โพล่งสัจธรรมขึ้นมาตรงไหนก็ได้ วินาทีไหนก็ได้ วินาทีนั้นล่ะ จะเป็นจังหวะที่ "ศีล สมาธิ ปัญญา" ประชุมพร้อมกัน ตัดสักกายทิฏฐิ เห็นสัจธรรมของโลกให้เป็นกระแส เลิกคิดเห็นว่าเป็นก้อนทึบตันสักที
ดังนั้น จึงบอกมาตลอดว่า อดีตจะทำอะไรมา วางไว้ก่อน เหมือนพระองคุลีมาล วางไว้ก่อน จังหวะปัจจุบันสำคัญที่สุด จิตตั้งมั่นและให้ปัญญาเดินถูกทาง เอาแค่นี้ก่อน เราอ่านเรื่องพระองคุลีมาล เรามักจำเหตุการณ์ตอนที่ท่านวางดาบกันได้ แต่หลังจากนั้น จังหวะที่นิวรณ์และวิบากเข้ามาชน จังหวะการบรรลุอรหันต์ของพระองคุลีมาลในภายหลังนั้น ก็เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน
เพราะงั้น เรื่องราวของท่าน พระองคุลีมาล จึงชี้ให้เห็นเรื่องของเหตุปัจจัย ว่ามันมีทางออกเสมอ ไม่ใช่ว่าจะหมดหวังนั่งจมปลักอยู่กับความรู้สึกผิดในอดีต จนบางท่านยอมรับตัวเองว่าเอาดีด้านปฏิบัติธรรมไม่ได้ ลองเปลี่ยนความคิดดู จะตัดสักกายทิฏฐิน่ะ เห็นต้นเหตุของความเห็นผิดหรือยัง ว่าเห็นอะไรอยู่ แก้ความเห็นผิด มันจะได้เป็นเหตุ เพื่อให้เกิดผล นี่แหละ ที่บอกว่า หันทิศตรงหรือยัง สร้างเหตุหรือยัง โยนถั่วงอกเข้าไปในหม้อต้มน่ะ มันหล่นพื้นไปหมดหรือเปล่า
บรรดาความรู้สึกผิดในอดีตต่างๆ เป็นนิวรณ์ที่มักจะมาเกาะจิตตามความเคยชิน จัดการเส้นทางให้โล่งด้วยสมาธิน่ะได้ แต่ถ้าจะให้ไม่กรีดแทง ก็ต้องมาเล่นที่สักกายทิฏฐิ ปัญญาน้อยๆ น่ารักๆ ก็สะกิดให้เห็นสักกายทิฏฐิที่มาจากความเห็นผิดได้บ้าง แล้วค่อยๆ ดันไปเรื่อยๆ ตามกำลังใจของเรา
รู้จักและทรง "ฌาน" เพื่อสุคติภูมิเป็นที่หมาย
อันนี้เปรียบเสมือนว่าเป็นตาข่ายรองรับความผิดพลาด ด้วยสมาธิและความตั้งมั่น
เมื่อมองบุคคลผู้ปฏิบัติที่หลากหลาย บางท่านชอบนั่งสมาธิ บางท่านชอบศึกษาธรรมะ... หลายบุคคลก็เคยผ่านการปฏิบัติสมาธิกันมาไม่ใช่แค่ชีวิตปัจจุบันนี้ แต่สืบเนื่องกันมาแล้วก่อนที่จะเกิดกายในปัจจุบัน มองเห็นได้จากผลต่างๆ ลองสังเกตกันดู เช่น
สิ่งเหล่านี้ อาจไม่ใช่เป็นผลที่มาจากชั่วโมงที่แล้ว แต่เป็นผลที่ต่อเนื่อง ที่มันมาชนกัน ซึ่งบ่งบอกถึงการปฏิบัติทางจิตที่สั่งสมมานาน
เมื่อมาถึงกายเนื้อในปัจจุบันนี้ ข้าพเจ้าจึงแนะนำให้เดินต่อ อย่าถอยหลังไปฝึกแบบนับ 1 ใหม่ เดินปัญญาต่อไปเลย คือ เข้าสายที่ 1
แต่สำหรับท่านที่เดินสายสมาธิมา หากยังไม่เดินปัญญา หรือปัญญายังไม่แก่กล้าพอ ยังละกามราคะไม่ได้หมด หรือยังมีความซัดส่ายในจิตใจในทางกาม ยังไม่ทรงตัว กามสุขยังมีผลต่อจิต ยังไม่เห็นอริยสัจของอนาคามี ฯลฯ อย่างน้อยที่สุด ท่านจะต้องไม่ปล่อยให้จิตไหลลงต่ำไปตามกระแสกิเลสจนจมลงนรกในบั้นปลาย
เพราะงั้น โครงการนี้จึงมุ่งสอนเรื่อง "ฌาน" และ "ความตั้งมั่นของจิต" ในมุมมองที่นำไปใช้ได้จริง ไม่ใช่เรื่องอภินิหารไกลตัว ไม่ว่าจะด้วยกสิณ หรือลมหายใจใดๆ แต่ฝึกจิตให้รู้จักสภาวะของ "ฌาน" กับ "ไม่ฌาน" รู้จักการพักจิต รวมกำลังจิตให้เป็นสมาธิ คุ้นชินกับอารมณ์ที่เป็นกุศล เช่น พุทธานุสติ หรืออารมณ์ฌานช่วงสั้นๆ เพื่อให้จิตมีเกราะป้องกันในยามชีวิตสั่นคลอน และมีกำลังพอจะยึดสุคติภูมิ (สวรรค์/พรหม) หรือพุทธภูมิไว้ได้ในวาระสุดท้าย
ไม่ว่าท่านจะเป็นสายอ่าน สายคิด ชอบค้นคว้า หรือสายสมาธิภาวนา ขอแค่รู้จักจริตตนเอง เลือกใช้เครื่องมือให้ถูกทาง และไม่หยุดเดินหน้า เหตุและปัจจัยจะหมุนไปจนถึงจุดบรรลุผลเองในที่สุด
หนังสือทุกเล่มของมานะ จึงเป็นเหมือนมีดผ่าตัดจิต เป็นเหมือนการ Reverse Engineering ที่ยื่นส่งไปให้ท่าน
ลองหาหนังสือที่ชอบ บทความที่สนใจ ตัดคำถามหรือข้อสงสัยที่ไม่เกี่ยวกับการหลุดพ้นออกไป ถ้ามันยังขวางทาง