บรรลุฉับพลัน
หากการบรรลุแบบค่อยเป็นค่อยไปคือการปีนบันไดทีละขั้น การบรรลุแบบฉับพลันก็คือ การกระโดดจากพื้นขึ้นสู่ยอดเขาในทันที หรือการมองข้ามบันไดทุกขั้นแล้วเห็นความจริงที่อยู่ตรงหน้าโดยไม่มีอะไรกั้นในวิถีของเซ็น (Zen) หรือที่เรียกว่า "เห็นแจ้งในสภาวะเดิมแท้" นั้น ไม่ได้มุ่งเน้นการสะสมกำลังสมาธิหรือการไล่เรียงลำดับญาณตามแบบแผน แต่เน้นที่การ "ชี้ตรงลงไปยังจิตที่ไร้การปรุงแต่ง" เพื่อให้เห็นว่า แท้จริงแล้วพุทธะ หรือการตื่นรู้แจ้งนั้น มีพร้อมอยู่แล้ว เพียงแต่ถูกเมฆหมอกบังไว้เท่านั้น
พอพูดถึงเรื่องการบรรลุฉับพลัน… ก็พาให้นึกถึงองคุลีมาล
จำได้มั้ย เรื่องนี้ถูกเล่ากันมานาน ฉากไคลแม็กซ์ก็คือ จอมโจรองคุลีมาลวิ่งเข้าไปหมายจะสังหารพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าตรัส
“เราหยุดแล้ว ท่านสิยังไม่หยุด”
เมื่อนั้น องคุลีมาลจึงวางดาบ ถามว่า ไม่มีบันทึกว่าองคุลีมาลเดินจงกรม ไม่ได้บริกรรมพุทโธพองยุบมาก่อน ตามแบบแผนสมัยนี้ แต่ทำไมท่านจึงได้ดวงตาเห็นธรรม อีกทั้ง มือยังกำดาบหมายจะฟันคอพระพุทธ!
ลองพิจารณาดู องคุลีมาลมีความตั้งมั่นที่จะสังหารสมณะรูปนี้ให้จงได้ จิตมีกำลัง แต่เป็นกำลังที่พาไปผิดทาง เมื่อประโยคที่เป็นปริศนา หรือเป็นโกอานของพระพุทธเจ้าตรัสออกไปชี้ไปที่จิตขององคุลีมาลเท่านั้น มองให้ออกนะ ประโยคนั้น เราฟังแล้วอาจจะไม่อิน ฟังแล้วอาจไม่บรรลุธรรม เพราะธรรมนั้นชี้เฉพาะตัวบุคคล แต่ไปอินกับองคุลีมาลที่กำลังหลงผิด อย่างโกอานของเซ็นนี่ อาจารย์เซ็นก็ต้องชี้เฉพาะตัวบุคคลนั้น
อย่างองคุลีมาล จิตตั้งมั่น มีกำลังสูงสุด แม้จะเป็นกำลังมิจฉาก็ตาม แต่เมื่อได้ฉุกคิด จากทิศทางที่เป็นมิจฉา จึงพลิกกลับมาสู่การหยุดปรุงแต่งแบบกระทันหัน
ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “เราหยุดแล้ว ท่านสิยังไม่หยุด” นี่จึงไม่ใช่การบอกวิธีหลุดพ้น ไม่ใช่การสอนให้ละกิเลส แต่เป็นเหมือนกับการสะกิดให้สะดุ้ง อุ้ย เออว่ะ จริงด้วย ทุกข์ที่เกิดมาจากเราที่คิดผิดทั้งนั้น โพล่ง วางดาบ
อีกจุดนึงที่ต้องเข้าใจให้ตรงกันก็คือ คำว่า ฉับพลัน หมายถึง สภาวะการเข้าถึงที่เกิดขึ้นรวดเร็วเหมือนฟ้าแลบ ไม่ใช่ "ฟลุ๊ค" หรือ "อยู่ดีๆ ก็ได้" การบรรลุไม่ได้มาจากการที่นั่งขัดสมาธิเฉยๆ นานๆ แล้วจู่ๆ ก็มีคนมากระซิบข้างหูว่า ถึงแล้ว หรือจู่ๆ ก็โพล่งบรรลุแบบไม่มีเหตุปัจจัยส่ง พูดง่ายๆ คือ แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
แต่เบื้องหลังของเหตุการณ์นั้น ต้องมาจากความพร้อมของ "อินทรีย์" คือ กายกับจิต หรือความแก่กล้าของปัญญาต้องมีมาอย่างยิ่งยวด จนถึงจุดที่เรียกว่า "ลูกมะม่วงที่สุกงอมเต็มที่" แค่มีลมพัดเบาๆ หรือได้ยินเสียงใบไม้ร่วง หรือคำดุด่าจากอาจารย์ ลูกมะม่วงนั้นก็พร้อมจะหล่นจากขั้วทันที หรือด้วยพระปรีชาของพระพุทธเจ้าที่ทราบว่าจะตรัสหัวข้อใดที่จะให้องคุลีมาลเข้าถึงธรรมได้
ดังนั้น ในสายตาของอริยมรรค ไม่ว่าจะบรรลุฉับพลัน หรือค่อยเป็นค่อยไป ทั้งสองเส้นทางนี้ไม่ได้ขัดแย้งกันแต่อย่างใด เพราะล้วนแล้วแต่พาไปสู่จุดเดียวกันทั้งนั้น
การบรรลุแบบค่อยเป็นค่อยไป จิตต้องการ “การขัดเกลา" อย่างเป็นระบบเพื่อทำลายกิเลสที่หนาแน่น จะบรรลุถึงขั้นไหน ก็ยังขึ้นอยู่กับอินทรีย์ ความแก่กล้าของแต่ละบุคคลเช่นกัน
บรรลุแบบฉับพลัน มาจากการที่จิต "ถูกต้อนเข้ามุม" ผ่านการสนทนาธรรม ถกประเด็น จนปัญญามันไม่มีทางเลือกอื่น มันปรุงแต่งหนีทุกข์ไปทางไหนไม่ได้แล้ว จนจิตต้องยอมวางและ "จำนนต่อความจริง" แล้วโพล่งออกมาเอง
ไอ้คำถามต่างๆ มันอาจจะไม่ได้คำตอบหรอก แต่มันคลายจากข้อสงสัยเอง เพราะไอ้ข้อสงสัยเหล่านั้นแหละ ที่ขวางการบรรลุธรรม ซึ่งบางครั้ง มันเป็นแค่ปัญหาหญ้าปากคอก แต่มองเท่าไหร่ก็มองไม่ออก เหมือนเส้นผมบังภูเขา เมื่อถูกต้อนเข้ามุม ไม่รู้จะปรุงหนีไปทางไหน สิ่งกีดขวางหมดไป จิตก็โพล่ง ลั่นขึ้นมา ส่วนจะบรรลุสุดแค่ไหน ก็ยังขึ้นอยู่กับอินทรีย์ ความแก่กล้าของแต่ละบุคคล
เรื่องของการบรรลุฉับพลัน อ่านต่อเพิ่มเติมได้ในหนังสือ
“เซ็น ตื่นรู้ฉับพลัน” โดยผู้เขียนคนเดียวกันนี้