“การทำงานคือการปฏิบัติธรรม” คือ ยังไง ต้องตั้งใจทำงานอย่างนั้นหรือ?

ถาม “การทำงานคือการปฏิบัติธรรม” คือ ยังไง หมายถึงตั้งใจทำงาน หรือทำงานอย่างไรถึงจะเป็น “การปฏิบัติธรรม” งานก็ยุ่ง อย่างต้องประชุม ต้องคิดงาน จะเรียกว่าปฏิบัติธรรมยังไง ถ้าหลับตา แล้วงานจะเดินได้ยังไง

ตอบ เราอาจจะเคยได้คิดกันว่า….

"ปฏิบัติธรรมในห้องแอร์น่ะง่าย ลองมาปฏิบัติธรรมกลางห้องประชุมที่โดนรุมสับดูไหม?"
"ถ้าการทำงานคือการปฏิบัติธรรม... แล้วการโดนตามงานตอนเที่ยงคืนคือบททดสอบหรือเปล่า?"
"ต้องนิ่งแค่ไหน ถึงจะเรียกว่ามีสติในขณะที่ทุกอย่างรอบตัวกำลังไฟไหม้?"
"ถ้าเจ้านายด่า แล้วเรานิ่งเป็นพระอิฐพระปูน แบบนี้เรียกปฏิบัติธรรมหรือเปล่า?"
"งานก็ยุ่งจะตาย จะเอาเวลาไหนไปปฏิบัติธรรม?"

ตกลงแล้ว การทำงานคือการปฏิบัติธรรม จะต้องทำยังไง

"งานคือสนามที่ธรรมถูกทดสอบและถูกเห็นจริง"

ขอแยกแยะให้เข้าใจทีละส่วนๆ อย่างนี้ก่อน

ประเด็นที่ 1. “ปฏิบัติธรรม” ไม่ได้แปลว่า “นั่งหลับตา”

การปฏิบัติธรรม ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องรับศีล นั่งสมาธิ เดินจงกรม ดื่มน้ำปานะ หรือต้องอยู่ในสถานที่ใดสถานที่หนึ่งเท่านั้น แต่คือ “การเห็นสภาวะตามจริง” ว่า…

ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง เกิดผัสสะ เกิดเวทนา ความรู้สึกชอบ ไม่ชอบ

ซึ่งไม่ใช่ว่าจะต้องอยู่แต่ในห้องเท่านั้น

สติรู้ตัวทั่วพร้อม รู้ทันว่าอารมณ์กระทบจิต รู้ทันว่าความคิดฟุ้งซ่านเกิด หรือเปล่า

ถ้ารู้ไม่ทัน จากความไม่ชอบ สานต่อเป็นตัณหา เกิดความยึดมั่นว่านี่คืออารมณ์ของเรา เกิดภพเกิดชาติ จิตดิ้นรนหาทางออกหรือเปล่า

เห็นการเกิดดับของสภาวะต่างๆ ตามจริงหรือเปล่า ซึ่งตรงนี้เกิดได้ทุกอิริยาบถ ไม่ใช่ว่าต้องนั่งสมาธิเท่านั้น

ในตอนทำงาน ตอนอยู่กับลูก ตอนอยู่กับแฟน ตอนไปซื้อของที่ตลาด ตอนคุยกับหัวหน้า ตอนหัวหน้าเรียกไปคุย ตอนหัวหน้าตำหนิในงาน เป็นต้น ฯลฯ

ถ้าเรามองว่าการปฏิบัติธรรมจะต้องอยู่ในห้องเงียบๆ เท่านั้น แล้วในห้องนั้น มันเป็นสภาพแวดล้อมที่จะให้เกิดมีอะไรมากระทบอายตนะหกมั้ยล่ะ มีแต่เสียงจิ้งจก เสียงมอเตอร์ไซด์แล่นผ่าน แล้วเราจะเห็นความยึดมั่น กิเลสที่ต้องขัดเกลาได้ยังไง

ประเด็นที่ 2 การทำงาน เป็นช่วงที่เกิด “ผัสสะ” แรงที่สุด

ช่วงเวลาของการทำงาน ไม่ว่าจะเป็น ประชุม คุยเรื่องงาน ติดต่องาน ประสานงาน ขับรถส่งของ รอลูกค้า ต้มน้ำ ชงกาแฟให้เจ้านาย โทรหาลูกค้าแก้ไขปัญหา เห็นรีวิวจากลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของ หรือเป็นคนที่ทำงานในหน่วยงานนั้น

ช่วงเวลาของการทำงานนั้น ล้วนแล้วแต่…

มีคำสั่ง มีการสั่งงาน
มีแรงกดดัน มีความคาดหวัง
มีคำตำหนิ / มีการยกย่อง
มีเงิน มีผลประโยชน์
ฯลฯ

ทั้งหมดนี้คือ ช่องทางให้ตัณหาแสดงตัวออกมา

ถ้าไม่ได้ทำงาน ไม่ได้ประสานงานกับใครๆ ไม่เจอใครๆ ไม่ได้ขับรถไปไหน ฯลฯ เราก็จะไม่เห็นเลยว่า ใจเรายังมีการดิ้นรนที่มาจากตัณหาอะไรอยู่ เช่น

ทำงานนี้เสร็จ คิดหวังว่าจะให้เขาชม เอ..เขาจะชมเปล่าว่า เธอทำงานนี้เนี๊ยบมาก แล้วพอเขาไม่ชม หรือเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็น้อยใจตนเองว่าโดนเท นายไม่เห็นค่า ฯลฯ นั่นล่ะ ตัณหามันโผล่หางออกมาแล้ว เพราะเรานั้นสานต่อไปเองทั้งหมดจนเกิดเป็นภพชาติ เกิดกองทุกข์แล้วก็จุ่มตัวเองลงไปเอง…. นี่ไง ลักษณะของการดิ้นรนจากตัณหา มันพาไปถึงจุดที่ทุกข์ เพราะเอาแต่มองหาสภาวะที่ตัวพอใจ พอไม่ได้รับสภาวะนั้น จิตก็หดหู่ เกิดเป็นนิวรณ์กวนใจขึ้นมาอีก

ประเด็นที่ 3. ตั้งใจทำงาน คือ การปฏิบัติธรรม หรือเปล่า

บางท่านอาจจะสงสัยว่า….
ทำงานด้วยความสุจริต คือ การปฏิบัติธรรม หรือเปล่า
ตั้งใจทำงานงกๆ คือ การปฏิบัติธรรม หรือเปล่า

โปรดพิจารณาดูอย่างนี้

ยกตัวอย่างเช่น นาย ก. เป็นยามหน้าบริษัท มีหน้าที่เปิดประตู จดทะเบียนรถเข้า-ออก ยามคนนี้ทำงานตรงเวลา ดูแลรถเข้าออกไม่เคยพลาด ได้เงินเดือนทุกเดือน แสดงว่ายามคนนี้ กำลังปฏิบัติธรรมอย่างนั้นหรือ?

หรือน้องเอก มีความสามารถด้าน 3D รับงานมาให้ใช้โปรแกรม Blender สร้างโมเดลตัวละครขึ้นมา น้องเอกคนนี้ก็ทำออกมาได้อย่างไม่มีที่ติ มีแก้ไขนิดหน่อย… ทำงานเสร็จก็ได้ค่าจ้าง อย่างนี้แสดงว่า น้องคนนี้ปฏิบัติธรรมอยู่อย่างนั้นหรือ?

ขอให้จับประเด็นต่อไปนี้ให้ดี

การทำงานคือการปฏิบัติธรรม หมายถึง
“รู้ทันจิตที่ถูกกระทบในทุกเวลา รวมถึงเวลาทำงานด้วย”

เช่น
งานไม่ได้ตามที่วางไว้ หงุดหงิด ร้อนใจ
รู้ว่าหงุดหงิด รู้ว่าร้อนใจ รู้ว่าอารมณ์ความคิดกระทบจิต (มโนวิญญาณ)

น้องคนนั้น ได้ลูกค้าไป อยากเอาชนะให้ได้ อยากให้เห็นว่าพี่ก็ทำได้
รู้ว่ามีตัณหาเกิดแล้ว รู้ว่าจิตเกิดดิ้นรน ร้อนรน

ไปขายคราวนี้ อยากได้ลูกค้ารายนี้ แต่กลัวพลาดจัง →
รู้ว่ากลัว ความกลัวกระทบจิต อย่าให้มันลากไปจนประหม่า

ทำงานนี้เสร็จ อยากได้คำชมจาก ผอ.
แต่ ผอ. ไม่เห็นชม ไม่พูดอะไรสักคำ
มาถึง ดูๆๆ แล้วก็ไป เลยเสียทรง เสียความรู้สึก โธ่ อุตส่าห์ทำ
นั่นไง!! โผล่หัวออกมาเลยนะ ตัณหาความอยาก
มันไปอยากได้ มันก็เกิดภพของ “ผู้อยากได้” ขึ้นมา

ทั้งหมดที่ว่ามานั่นล่ะ ให้ “รู้” ว่าอาการเหล่านั้น ความคิดเหล่านั้น อารมณ์เหล่านั้น มากระทบจิต กระทบมโนวิญญาณ เกิดเป็นผัสสะ หน้าที่เราก็คือ อย่าสานต่อจนเกิดตัณหา อุปาทาน เกิดภพชาติ พูดง่ายๆ ก็คือ “รู้” อารมณ์เหล่านั้น โดยไม่ต้องเข้าไปเป็นเจ้าของในอารมณ์เหล่านั้น

และก็สานต่อให้ลึกเข้าไปถึงต้นเหตุว่าทำไมถึงมีทิศทางไปอย่างนั้น อ๋อ… ก็เพราะอวิชชาเป็นต้นเหตุของไวรัสตัวกูอันนี้นี่เอง

นี่แหละที่เรียกว่า 'ปฏิบัติธรรม'

มันคือการ Debug เพื่อขัดเกลาตัวเองให้พ้นจากวงจรภพชาติที่ปฏิจจสมุปบาทวนรันอยู่เป็นแสนๆ ล้านๆ รอบในแต่ละวัน... โดยที่เราไม่เคยรู้ตัวเลย"

อย่างเมื่อเราไปปฏิบัติธรรมกับพระอาจารย์ ไปปฏิบัติธรรมที่วัด พระอาจารย์ ท่านก็ให้ฝึกในลักษณะนี้มิใช่หรือ ให้เจริญสติ ก็เพื่ออะไร ก็เพื่อให้รู้ทันนี่แหละ พอออกมาทำงานจริงๆ ข้างนอก รู้ทันเหมือนเดิมมั้ย หรือกลับมาบ่นเหมือนเดิม

ประเด็นที่ 4. งานยังเดิน แต่ตัวตนไม่ต้องเดินตาม

ส่วนใหญ่เวลาทำงาน เราเป็นแบบนี้หรือเปล่า…

ฉันต้องสำเร็จแน่นอน
ฉันต้องไม่พลาด
ฉันต้องเก่งกว่าเขา ได้เยอะกว่าเขา
ต้องอย่าให้คนนั้น กลุ่มนั้น ชนะเรา
ปลายปี คะแนนประเมินฉันต้องมากกว่า 95
ต้องไม่มีคำติเลย ต้องมีแต่คำชม
ถ้าเราได้เงินมาก คือ ชนะ ต้องอย่าพลาด

อย่างนี้ก็คือ มีตัวตนไปแบกงาน แบกอย่างนี้เหนื่อย เหนื่อยเพราะต้องประคองตัวตนให้พอใจในสภาวะต่างๆ อยู่เสมอ

แต่การทำงานให้เป็นการปฏิบัติธรรม ก็คือ

งานสำเร็จ ก็ตามเหตุปัจจัย ทำให้เต็มที่
งานยังไม่สำเร็จ ก็รู้ว่าเพราะอะไร ไม่โวยวาย เพราะเห็นเหตุแล้วนี่ ก็แค่สร้างเหตุตามมา
ความคิดที่เกินเลยเกิด เออ รู้ว่ามันเกิด แต่ไม่คล้อยตามมัน
อารมณ์ขุ่นมัว หดหู่ หรือหยิ่งผยองเกิด เออ รู้ว่าเกิด แต่อย่าคิดว่าอารมณ์เหล่านั้นคือเรา

แค่รู้ แต่ไม่ต้องมีใครเป็นเจ้าของความคิดและอารมณ์เหล่านั้น

ประเด็นที่ 5. การทำงานของเราเป็นการปฏิบัติธรรมหรือยัง ดูยังไง

ลองใช้ทิศทางนี้สังเกตดู

งานเสร็จ แต่ใจไม่แบกงานมั้ย ใจฟูก็ได้ ชื่นใจกับผลงานได้ แต่อย่าแบกเอาไว้จนกลายเป็น “ผู้ทำงานนี้สำเร็จ” และแบกความเป็น “คนเก่ง” กลายเป็นการยึดว่า “กูนี้แหละคือผู้ที่ไม่มีทางพลาด” หรือ “กูผู้สยบโปรเจ็คนี้ได้ด้วยตัวเอง”

แบกเมื่อไหร่ ภพชาติเกิดเมื่อนั้น!

ถูกด่า ถูกต่อว่า ใจหดหู่มั้ย แบกความหดหู่ ความเศร้าจนเกิดภพชาติมั้ย เกิดภพของ “ผู้ถูกด่า” หรือภพของตัวเองที่ไร้ค่าบ้างมั้ย เช่น กูคือผู้โชคร้าย กูผู้ที่หัวหน้าไม่ชอบ กูผู้ที่แปลกแยก กูผู้ที่ใครๆ ก็ด่า กูผู้ที่เห่ยที่สุดในหน่วยงาน กูผู้ที่อะไรๆ ก็แย่ กูผู้ที่ไม่มีใครใยดี แยแส ฯลฯ

ไม่ใช่แค่นั้นนะ รวมไปถึง กูเก่ง กูเลิศ เข้าไปด้วย ตัณหา อุปาทาน ภพชาติ ก็พรึ่บเหมือนกัน บางคนคิดว่า ปฏิบัติธรรม คือรู้ทันอารมณ์ติดลบเท่านั้น ไม่ใช่นะ อารมณ์ที่มันทำให้ตัวเราพองก็ด้วย อย่าลืม วันนี้กูทำงานนี้สำเร็จ กูเก่ง กูแน่ กูเป็นคนโปรด ผอ. กูเป็นหัวหน้า กูเป็นรองหัวหน้า ใครๆ ก็เรียนกู "ท่าน" ลายเซ็นกูมีคนต้องการ ฯลฯ มีคนมาเรียก "ท่าน" นั่นไง ผัสสะ เวทนา (ชอบใจ) ตัณหา (อยากให้สภาวะนี้คงอยู่) อุปาทาน (เพราะกูยึดไว้แล้วว่านี่คือกู) ภพชาติเกิด สุดท้าน วงจรแห่งทุกข์ (ทุกข์ที่กูทนได้) หมุนวนเป็นพัดลมเหมือนเดิม

จำไว้ว่า ตัณหาอุปาทานเกิด ยึดเมื่อใด ภพชาติเกิดเมื่อนั้น! ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ใด

เพราะงั้น “การทำงานคือการปฏิบัติธรรม” ก็คือ รู้เท่าทันผัสสะทั้งหลายในทุกๆ ช่วงแม้กระทั่งในการทำงานทำการในแต่ละวัน เพื่อให้เห็นการเกิด–ดับของตัวตนในชีวิตจริงๆ ไม่ใช่แค่นั่งสมาธิ อ่านหนังสือธรรมะอยู่บ้าน ปฏิบัติธรรมอยู่กับบ้านทำได้สบาย นิ่ง สงบ แต่พอมาเจอการกระทบจริงๆ กลับทนไม่ไหว จนต้องหาเวลาหลบไปนั่งสมาธินิ่งๆ อย่างนี้ มันก็กลายเป็นว่าต้องกลับมาชาร์จแบตเหมือนรถไฟฟ้ากันอยู่เรื่อยๆ

แต่ถ้ารู้ทันโลก ซึ่งโลกก็ไม่ใช่โลกที่เป็น Earth นี้หรอก

โลกในที่นี้ก็คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี่แหละ

ลองหลับตาสิ โลกหายไปค่อนใบแล้ว
เพราะงั้นนี่แหละ คือ โลก

ไม่ต้องหนีโลก
ไม่ต้องรอว่าง
ไม่ต้องเปลี่ยนอาชีพ

แค่ เจริญสติ รู้เท่าทัน ไม่เผลอเอาจิตไปเป็นเจ้าของอารมณ์ต่างๆ ที่มันจรเข้ามาซึ่งสุดท้าย ไอ้ที่จรเข้ามา มันก็ต้องผ่านไป หมดไป สิ้นไปอยู่ดี