คนเราเกิดมาทำไม?

ถ้าเราถามต้นไม้ต้นใหญ่นั้นว่า

"เฮ่ย ต้นไม้ เกิดมาทำไมวะ"

ถ้าต้นไม้ตอบได้ ก็คงบอกว่า

"ผู้ถาม นี่ถามแปลก
ไม่เคยได้ยินธรรมชาติปรุงข้อสงสัยแบบนี้
รู้สึกได้ถึงธรรมชาติของความหนักที่เกินเลยไป

เอาล่ะ ถ้าจะตอบ ก็ชี้แจงได้ว่า...

ก็เพราะมีเหตุ … เมล็ดอยู่ตรงนี้
ก็เพราะมีเหตุ … สภาพแวดล้อมเหมาะสม
ก็เพราะมีเหตุ … ไม่มีอะไรมาขวางไม่ให้เติบโต"

มนุษย์ล่ะ...
เราเกิดมาเพราะมีเหตุ
เพราะมีอวิชชา ทำให้เกิดการปรุงแต่ง
มันยังเห็นว่าสภาพอย่างนี้พอรับมือได้
เลยยังไม่เห็นว่าควรจะหาทางพ้นไปจากสภาวะอย่างนี้ทำไม
เมื่อยังไม่เห็นทุกข์มากพอที่จะหาทางพ้นทุกข์โดยสิ้นเชิง
มือไม้ก็จับโน่นจับนี่สะเปะสะปะ
ปรุงแต่งต่อไปเป็นความอยาก ความยึด อยู่แต่กับการผลักๆ ดึงๆ
วนเวียนให้กลับมาเกิดซ้ำๆ วงจรนี้จึงหมุนไปเรื่อย
โดยที่ไม่มีสิ่งใดมาตัดวงจรนี้ได้เสียก่อน

วันนี้จึงมานั่งป๋อกันอยู่ตรงนี้

เปลี่ยนคำถามดีกว่าว่า

"มนุษย์เกิดมาแล้วจะเจออะไร?"



มนุษย์เกิดมาก็ต้องประสบทุกข์
ประสบกับสภาพที่ต้องดิ้นรน
เพราะมันบีบคั้นกาย และจิต
ที่มันบีบคั้นกายและจิต ก็เพราะจิตมันคิดผิด
มันคิดว่ากายและจิตนี้เป็นของฉันที่คุมได้ มั่นคง ไม่แปรเปลี่ยน
กายก็หนักแน่น มั่นคง ไม่ป่วย ไม่ตาย
จิตก็มั่นคง ไม่โอนเอน รักษาประคองความสุขสงบเอาไว้ได้
แต่เอาเข้าจริงๆ มันทำได้อย่างนั้นหรือไง

เพราะงั้น มนุษย์จึงประสบกับทุกข์ที่เกิด และทุกข์ที่ดับ

และมนุษย์ก็หาทางดับทุกข์ด้วยปัญญาที่ตนเองมี
หาความสุขมาชดเชย สุขทางกาม สุขในรูป สุขในอรูป

1. สุขในกาม (กามสุขัลลิกานุโยค)

อันนี้คือความสุขขั้นพื้นฐานที่วิ่งเข้าหา "รสสัมผัส" ผ่านอายตนะทั้ง 5 (ตา หู จมูก ลิ้น กาย)

ทางตา: สุขจากการได้เห็นของสวยงาม แฟชั่น เสื้อผ้า หน้าตาคน

ทางหู: สุขจากเสียงเพลง คำชมเชย เสียงที่ไพเราะเสนาะหู

ทางจมูก: สุขจากน้ำหอม กลิ่นอาหาร กลิ่นที่ทำให้เคลิบเคลิ้ม

ทางลิ้น: สุขจากรสชาติอาหาร การสรรหาของอร่อยมากินเพื่อให้ลืมความทุกข์

ทางกาย: สุขจากสัมผัสที่นุ่มนวล ความสบายจากที่นอน การนวด Sex หรือกามารมณ์

ฯลฯ

2. สุขในรูป (รูปราคะ)

อันนี้จะยกระดับขึ้นมาหน่อย คือไม่ได้ติดที่ตัวรสสัมผัสอย่างเดียว แต่ติดใน "ความสมบูรณ์แบบของรูปทรง" หรือสิ่งที่เห็นได้ด้วยตาแต่มีมิติของความประณีต

ความสวยงามที่ไม่เกี่ยวกับเพศ: ความสุขจากการมองงานศิลปะ ความเป็นระเบียบ ติดในความงามของธรรมชาติที่ดูแล้ว "อิ่มใจ"

ความสุขจากการติดรูปธรรม: ติดในรูปธรรมที่มีมูลค่าทางใจ ที่ให้ความมั่นคงหรือความภูมิใจ

สุขจากการทำสมาธิ การเพ่งรูปกรรมฐาน หรือความสงบที่เกิดจากการจดจ่ออยู่กับ "สิ่งที่มีรูปร่าง" จนเกิดปีติ

ฯลฯ

3. สุขในอรูป (อรูปราคะ)

อันนี้เป็นความสุขที่ "ไม่มีรูปร่าง" แต่ลึกซึ้งและแกะออกยาก เพราะมันเนียนไปกับความรู้สึกและจิตวิญญาณ

สุขจากการติดในความสงบ ติดความเงียบสงัด ความนิ่งชั่วคราวที่ทำให้รู้สึกว่า "ฉันพ้นจากความวุ่นวายแล้ว" (แต่ยังยึดความสงบนั้นไว้เป็นของตัว)

ความเป็นตัวตนที่มีสถานะ สุขจาก "ชื่อเสียง" หรือ "การยอมรับ" (Ego) การรู้สึกว่าเราเหนือกว่าคนอื่น การมีอำนาจ หรือการมีสถานะทางสังคมที่ทำให้ใจพองโต

สุขจากอารมณ์/อุดมคติ ติดในความคิดความเชื่อของตัวเอง ว่าฉันเป็นคนดี ฉันเป็นผู้รู้ หรือความภูมิใจในความรู้ ที่ไม่มีรูปแต่ทำให้ใจอิ่มเอิบ

ฯลฯ

ไม่ว่าจะสุขจากกาม รูป หรืออรูป ทั้งหมดก็ยังอยู่ในวงจรของ 'ความคาดหวังให้มันเที่ยง' เมื่อไหร่ที่ความสงบนั้นเคลื่อน หรือสถานะที่เคยมีหายไป ใจที่เคยฟูด้วยอรูปสุข ก็จะกระแทกลงสู่ทุกข์หนักกว่าเดิม... เพราะมันไม่มีอะไรรองรับเลยนอกจากลมปากและความรู้สึก

และทั้งหมดที่เข้าไปติด ก็เพื่อไม่ให้ตนรับรู้ในทุกข์ ทั้งๆ ที่ยังไงๆ สุขและทุกข์เหล่านั้น มันก็อยู่แค่ระดับ "เวทนา" เหวี่ยงไปซ้ายทีขวาที ล้วนแล้วแต่พาให้เกิดวงจรแห่งทุกข์ ปฏิจจสมุปบาทวนจนเกิดดับๆๆ จนเอาไปทำเป็นพัดลมเย็นสบายได้อยู่ดี

ส่วนวิธีที่ใช้ดับทุกข์นั่น มันก็อยู่ที่จะมองเห็นทุกข์ได้สุดแค่ไหน...
ถ้ามองเห็นได้แค่หัวเข่า ก็เห็นเหตุแห่งทุกข์แค่หัวเข่า
ถ้ามองเห็นทุกข์ได้จนถึงคอหอย ก็เห็นเหตุแห่งทุกข์ได้จนถึงคอหอย
นี่แหละ จึงบอกว่า เห็นทุกข์ถึงที่สุดหรือยัง ว่าทุกข์เพราะอะไร
มันจะได้เห็นเหตุให้ตรงที่สุด

มันจะได้เห็นสมุทัย เห็นนิโรธ ได้จนสุด
ถ้าเห็นถึงที่สุด ทุกข์มันก็ดับได้สุด ดับโดยสิ้นเชิง
คือ อวิชชาดับ

นี่แหละ คำถามต่อไป... อวิชชา คือ อะไร?