เราควรเริ่มจากตรงไหน ที่ทำให้เราทุกข์น้อยที่สุด?
ถาม: เราควรเริ่มจากตรงไหนคะ ที่ทำให้เราทุกข์น้อยที่สุด
ตอบ:
คำถามนี้ข้อมูลน้อยไปนิด เพราะไม่รู้ว่าทุกข์นี่ทุกข์อะไร
ทุกข์มีหลายระดับ
ทุกข์ในระดับบ้านๆ เช่น แมวที่เรากอดทุกวันดูซึมๆ นี่ก็ทุกข์ใจได้
ทุกข์ในที่ทำงาน เช่น ต้องทำงานกับคนที่ไม่ชอบหน้า
ทุกข์เพราะคนรัก เช่น แฟนไม่เอาใจใส่ เป็นต้น
ทุกข์จากชีวิต เช่น พยายามเท่าไหร่ ก็ยัง “ไม่พอ” สักที
ทุกข์จากการเกิดเป็นมนุษย์
ตอบแบบกลางๆ ก็แล้วกันว่า ……
เริ่มจากยอมรับว่าทุกข์เป็นของธรรมดาเมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ ซึ่งย่อมต้องเผชิญกับโลกธรรมทั้ง 8 ประการ
นั่นคือ
ลาภ – เสื่อมลาภ (ได้ทรัพย์ – เสียทรัพย์)
ยศ – เสื่อมยศ (มีเกียรติ – หมดเกียรติ)
สรรเสริญ – นินทา (มีคนชม – มีคนด่า)
สุข – ทุกข์ (สุขกายสุขใจ – ทุกข์กายทุกข์ใจ)
สั้นๆ ก็
ได้–เสีย, ดี–ร้าย, ชม–ด่า, สุข–ทุกข์
เมื่อยอมรับได้อย่างนี้แล้ว ค่อยฝึกใจให้ไม่ไหลตามมัน
เพราะที่มันทุกข์ เพราะใจเราไหลตามมัน
ไหลจนปล่อยให้เกิดตัณหา ความอยาก
อยากแล้วก็ยึดว่าเป็นของเรา
ทุกข์เพราะใจ แบก เรื่องนั้นไว้
อ. พูดแบบนี้ บางท่านอาจจะบอกว่า
โห อ. แนะนำแบบนี้ แนะให้ปล่อยวาง
ทั้งๆ ที่ปัญหาที่หนูเจออยู่ตรงหน้า
มันไม่ได้แก้ไขง่ายๆ นะ
ใช่ เห็นจุดแล้วใช่มั้ย (ปรบมือ)
ปัญหาแต่ละปัญหา มันมีวิธีแก้ของมันเอง
รถเสีย ก็ต้องแก้ด้วยความรู้ทางช่าง
แต่การไม่แบกอารมณ์เอาไว้ว่า ทำไมรถกูต้องเสียวะ
ถ้าไม่แบกไว้ เราก็เบาใจ เวลาเดินไปหาช่างมาซ่อมรถไง
จะเอาใจที่แบกอะไรจนพังๆ ไปแก้ปัญหาอย่างนั้นหรอ
เข้าใจประเด็นมั้ย
อย่างบางคนมาถามว่า อ.ครับ ไปรดน้ำมนต์ดีมั้ย
เราก็ถามกลับว่า ทำไมถึงถามอย่างนั้นล่ะ
ก็ตอบมาว่า ผมเป็นผู้ปฏิบัติธรรมครับ
แล้วไง… เป็น "ผู้ปฏิบัติธรรม" แล้วรดน้ำมนต์ไม่ได้หรือ
ถามตัวเองสิ รดแล้วมีกำลังใจขึ้นมั้ย
คนที่ไปกับเราล่ะ แฟนเรา ญาติเรา ลูกเรา พี่น้องเรา
พวกเขาอาจจะไม่เข้มแข็งเท่าเรา
พวกเขาอาจต้องการพลังใจดันให้เขาลุกขึ้นอีกครั้ง
อย่าให้คำว่า "การปฏิบัติธรรม" มาทำให้เกิดการวางฟอร์ม
อาการพวกนี้มันมาจาก "มานะสังโยชน์" ความถือเนื่อถือตัว มันจะพาให้ขาด "เมตตา"
รดแล้วแฟนเรา พ่อแม่เราสบายใจขึ้นมั้ย?
รดแล้วดีขึ้นหรือใจมันชั่วลงล่ะ
มันไม่จำเป็นต้อง "แบก" อะไรๆ ไว้หรอก
เอาตรงนี้ดีกว่า
ถ้าสบายใจขึ้น ทุกคนยิ้มได้ ก็ทำไปเถอะ
ชีวิตมันมีขึ้นลง
บางครั้งเราก็อยากได้กำลังใจ อยากได้พลังบ้าง
นี่ วันนั้น อ.มานะ ก็ไปถวายสังฆทานที่วัดปากช่อง จอมบึง ราชบุรี หลวงพ่อให้พรมา และก็รดน้ำมนต์ให้ แหม ขนลุกซู่เลย กำลังใจดีขึ้นเป็นกอง
ขับรถกลับกรุงเทพ มีกำลังใจสู้งานขึ้น มีสติขึ้น ได้คุยกับพระ ก็ไม่ได้คุยอะไรกันหรอก ที่นี่อยู่กันกี่รูป ฯลฯ แล้วก็ถวายปัจจัย ใจก็เป็นบุญ ใจแช่มชื่น ใจมันสบาย มันก็สู้ได้เต็มแรง
ถามว่า ปัญหาต่างๆ มันหมดไปเพราะน้ำมนต์มั้ย เปล่า
แต่ใจ พอมันได้พัก ได้ไปอยู่ในที่ที่ไม่ต้องแบกอะไรบ้าง มันก็เบาขึ้น แนวคิดนี้พอช่วยได้มั้ยล่ะ
อย่าง อ.มานะพูดตรงนี้ ผู้ฟังบางท่านอาจจะมีกำลังใจขึ้น ก็ได้
ทำงานเหนื่อยๆ พอวันพักผ่อน ก็ให้ได้พักจริงๆ พักใจจริงๆ
ไปเที่ยววัด ทำบุญ ได้กลิ่นธูป เห็นพระพุทธรูป ก็ตั้งสติได้ เบาใจ
ไปดูวัดไทยสิ สวยงามมากมาย ไปมาบางที่ยังตรึงตาตรึงใจ
โบสถ์บางแห่ง เย็น... น่านั่งสมาธิ ก็พิงกำแพงโบสถ์ นั่งขัดสมาธิ กำหนดลมหายใจ แหม... สบายใจ
ลืมตาเห็นพระประธาน สีเหลืองอร่าม จับภาพพระเป็นอารมณ์ หลับตานึกถึงภาพพระ
ถ้่าจำไม่ได้ ก็ลืมตามมามองใหม่ นี่ก็เรียกว่าอุคหนิมิต
จับนิมิตพระประธานสีอร่ามเป็นอารมณ์ นี่รูปฌาน
นี่ได้ทั้งสี ทั้งพระพุทธ เรียกว่าเป็นกสิณในพุทธานุสติก็ได้นะ สองเด้งเลย
เป็นไง.... ใจก็ออกจากปัญหา ออกจากภาระ จิตเป็นเอกัคคตา ไม่ฟุ้งซ่าน ขับรถกลับบ้าน ดีมั้ยล่ะ
พระพุทธรูปองค์นั้นสวยติดใจ ใจก็เป็นบุญเมื่อได้ระลึกถึง
มันดีกว่าปล่อยให้ระลึกถึงความชั่ว หรือนึกถึงเรื่องกามๆ ใช่มั้ยล่ะ?
อึม… พระพุทธรูปนั่งทำสมาธิ หนักแน่น ใช่ เราก็สอนใจเราว่า... เราต้องหนักแน่น
พระพุทธรูปสีอร่าม สว่าง ใช่ ใจเราต้องสว่าง
พระพุทธรูปแบมือ แสดงว่า ไม่ยึดอะไร ใช่ เราต้องไม่ยึด
แบมือหมายถึงพร้อมรับเงิน อ้าว ไม่ก็พร้อมรับความคิดเห็น
พร้อมเปิดใจคุยกับคนอื่น พร้อมเปิดใจในวิธีการใหม่ๆ
เห็นมั้ย เรามองให้เป็นคำสอนที่สอนใจเราได้หมดแหละ
ธรรมะ อยู่รอบๆ ตัวเรา อยู่ในทุกๆ อย่าง
พระพุทธเจ้า พระองค์ชี้ให้เห็นธรรมในทุกๆ ที่
แม้ที่ลมหายใจเราเอง พระองค์ก็ยังสอนว่า
"ชีวิตมนุษย์ ยืนยาวเท่าที่ลมหายใจยังมีอยู่"
เห็นมั้ย ท่านไม่ได้หยุดแสดงธรรม
อย่างแก้วนี้มีกาแฟดำ ด้านล่างของแก้ว มีผงกาแฟตกตะกอนอยู่ ถ้าเราเขย่าๆ แก้ว ตะกอนก็จะปนกับน้ำ น้ำก็ขุ่น มองให้เป็นธรรมะ กาแฟในแก้วก็สอนเราได้
ใจเรา ถ้าปล่อยให้ความฟุ้งซ่านมันครอบงำ ใจก็ขุ่นมัว พอวางแก้วกาแฟไว้เฉยๆ สักพัก ตะกอนก็ตกได้ พระพุทธเจ้าท่านได้แสดงธรรมให้เราเห็นว่า สิ่งใดที่เกิด ก็ย่อมมีธรรมชาติที่จะดับไปด้วยกันทั้งนั้น รอเวลาแปป ตะกอนก็ตกหมด เราก็ดื่มกาแฟที่เหลือได้
อะไรจะทำให้เราเห็นธรรมเหล่านั้นได้
“สติ” ไง
ถ้าไม่มีสติจะเป็นยังไง
"เฮ่ย ตะกอนแม่งเต็มแก้วกาแฟเลย จะกินยังไงวะ!"
การปฏิบัติธรรมเพื่อการหลุดพ้นจากวัฏสงสาร เพื่อเข้าสู่กระแสนิพพาน สู่ความเป็นโสดาบัน หรืออริยะบุคคลแต่ละขั้น มันไม่ใช่การที่บุคคลเหล่านั้นจะต้องแสดงปาฏิหารย์ได้ จะต้องเหาะเหินเดินอากาศได้ หรือนั่งสมาธิได้เป็นวันๆ
ปาฏิหารย์ที่ชัดที่สุดก็คือ การมีสติที่สมบูรณ์ขึ้นเรื่อยๆ ละเอียดขึ้นจนเห็นรอยต่อ เห็นการปรุงแต่งของสังขารที่ยังไงๆ ก็ต้องดับในที่สุด