ต้นไม้ ใบหญ้า ก้อนหิน แสดงธรรม

รู้มั้ย ต้นไม้ ใบหญ้า ก้อนหิน แสดงธรรมเหมือนกับที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรม

แต่แค่... เราไม่เห็น

ต้นไม้ เติบโต เหี่ยวเฉา ใบร่วงหล่น ตามเหตุปัจจัย

ใบหญ้า เติบโต เหี่ยวเฉา ใบร่วงหล่น ตามเหตุปัจจัย

ก้อนหิน เปียกน้ำก็เย็น โดดแดดก็ร้อน ตามเหตุปัจจัย

ธรรมชาติ เป็นไปตามเหตุปัจจัยของมันเพียวๆ
ธรรมชาติไม่ได้มีปัญหาอะไรกับตัวมันเองเลย

มีใครเข้าไปคุมการเติบโตของมันมั้ย?

มีใครเข้าไปโวยวายเวลามันเหี่ยวเฉามั้ย?

ย้อนกลับมาที่ร่างกาย จับเนื้อตัวของเราดูสิ

มีใครเข้าไปคุมการเติบโตของกายเรามั้ย?
มีมั้ย มีแบบว่า.... "พยายาม" มั้ย?
ทั้งๆ ที่มันเติบโตก็ตามเหตุปัจจัยของมัน

มีใครเข้าไปโวยวายเวลามันเหี่ยวเฉามั้ย?
มีมั้ย มีแบบว่า... "ทำไมส่วนนี้มันเหี่ยวขนาดนี้" มั้ย

มีใครปวดใจเมื่อร่างกายมีแผล
ร่างกายทรุดโทรมมั้ย?มีมั้ย?

แต่เวลาที่มันเติบโต มีแต่ปรบมือ
จะมีใครโวยวายมั้ยว่า
"เฮ่ย ทำไมมันเติบโตสวยงามอย่างนี้"

ไม่หรอก
มีแต่พอเหี่ยวเฉา พอร่วงโรย ไม่เป็นไปตามตัณหา ถึงจะโวยวาย

ต้นไม้ กับ ร่างกาย ก็อยู่ภายใต้กฎเดียวกันทุกประการ
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ เสื่อมไป ตามเหตุปัจจัยล้วนๆ ไม่มีข้อยกเว้น
ไม่มีสิทธิพิเศษจากสวรรค์

ร่างกายของพระพุทธเจ้าหลังตรัสรู้
กล้ามเนื้อแข็งแรงตลอดอายุขัยมั้ยล่ะ
ร่างกายของพระพุทธเจ้า คงความเป็นหนุ่มตลอดมั้ยล่ะ
นั่นล่ะ สิ่งที่ต่างกันมีอย่างเดียวคืออะไร?

บรรทัดนี้ขอให้ผู้อ่านตอบด้วยตัวเอง
หากข้าพเจ้าพูดออกไป มันจะเป็นคำตอบของข้าพเจ้า
ไม่ใช่คำตอบที่มาจากใจของท่าน


.....เคยได้ยินมั้ยที่ว่า

ธรรมะ คือ ธรรมชาติ

ยอมรับคำกล่าวนี้มั้ยล่ะ
ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วโต้งๆ
ธรรมชาติมันเป็นไปตามเหตุปัจจัย
มันเป็นของมันอย่างนั้นมาเสมอ

เพราะงั้น ดูสิ
ต้นไม้ต้นนั้น.... มันก็แสดงธรรม
แสดงความเป็นธรรมชาติของมัน
เติบโตตามเหตุปัจจัย
หัก เสื่อม ร่วง ตามเหตุปัจจัย
ก็เหมือนร่างกายมนุษย์

แต่บางทีนะ... ต้นไม้ต้นนั้น
ก็ดันมี "ใคร" ไปเอาผ้าสีไปผูก ก็ตามเหตุปัจจัย
มี "ใคร" เอาธูปไปปัก ก็ตามเหตุปัจจัย
ก็ที่ปักนั่นล่ะ "ใครสักคน" ทั้งนั้น ก็ตามเหตุปัจจัยทั้งนั้น

เหตุปัจจัยของอวิชชานั่นไง

สติไม่ได้สกัดผัสสะ เวทนา
จึงพาเกิดตัณหา อุปาทาน
ภพชาติมันจึงเกิด
วัฏสงสารจึงเป็นผล

ก็เลยต้องขอกล่าวว่า...
"ยินดีต้อนรับสู่โลกมนุษย์"