โดนงูกัด นี่คือกรรมเก่าเพราะเราไปทำเขาไว้หรือเปล่า

ถาม โดนงูกัด นี่คือกรรมเก่าเพราะเราไปทำเขาไว้หรือเปล่า
ตอบ

ถ้าเราถูกงูกัด เพราะชาติที่แล้วเคยไปกัดมันไว้

ถ้างั้น ถ้างูไปกัดใคร หรือแม้แต่มันกินหนูตัวนั้นเป็นอาหาร แสดงว่าหนูตัวนั้นนั้น หรือคนๆ นั้นต้องเคยทำกับมันอย่างนั้นหรือ

ถ้างั้น T-Rex ในหนังมันคงทำกรรมกับคนในเรื่องไว้เยอะเลย... คือ โลกไม่ใช่โรงละครแห่งการล้างแค้นนะ เข้าใจกันไปทางไหน

งูมันเป็นสัตว์เดรัจฉานนะ หรือคิดว่างูเป็นอะไรที่มากกว่านี้หรือเปล่า? แล้วนี่นะ ขอเล่าให้ฟัง จริงๆ ไม่ต้องเอางูก็ได้ แมวข่วน หมากัด มดกัด หนูกัด แต่ที่เคยได้ยินก็มีแต่งูนี่แหละที่มักจะเอามาปรุงแต่งกัน เคยได้ยินมาคุยให้ฟังว่าเจ้ากรรมนายเวรมาในรูปของงู ไม่ก็เจ้าที่เจ้าทาง ก็น่าแปลก ไม่เห็นเคยมาในรูปของสัตว์อื่นเลย กระรอก หนู แมลงสาบ หรือแม้แต่หมา มากันแต่งู แล้วต้องงูเห่างูจงอาจนะ เพิ่มสีแปลกๆ ปรุงแต่งกันเข้าไป ส่วนพวกงูเขียวอะไรพวกนี้ไม่นับ ไม่อวยยศตำแหน่งเจ้าที่ให้พวกมันบ้าง เห็นการปรุงแต่งใส่ความหมายเพิ่มเติมจนเกินเลยออกไปมั้ย ถ้างั้นล่ะก็นะ ในป่า เจองูอนาคอนด้า นี่ก็เจ้าที่เจ้าทางทั้งนั้นที่แปลงมา อย่างนั้นหรือ

พูดมากแล้วจะเฝือ อารมณ์นักเขียนมันพาไป คือ สัตว์เดรัจฉานมันมีการเอาตัวรอด แค่สัญชาตญาณป้องกันตัวเป็นธรรมดา — ไปเหยียบหางงู เหยียบหางหมา ไปแกล้งแมว มันก็หันมาเห่า หันมากัด นั่นแหละธรรมชาติ ไม่ต้องปรุงแต่งย้อนชาติ ไม่ต้องปรุงแต่งอดีต ก็เพราะไอ้ปรุงแต่ง (สังขาร) นี่แหละ มีอวิชชาเป็นปัจจัยมันจึงปรุงทั้งนั้น คือ จะของจริงหรือไม่ อย่าเพิ่งตัดสิน ให้ย้อนกลับมาที่ใจตนเอง หลงทางจนปฏิจจสมุปบาทรันไปถึงอุปาทาน เกิดภพเกิดชาติไปเรียบร้อยแล้วในขณะจิตนั้น

เพราะงั้น อย่าเอาความเซ่อซ่า หรือสะดุดขาตัวเอง ไปผูกกับเรื่องลี้ลับจนลืมมองธรรมชาติ ลืมมองถึงระบบนิเวศ (อุตุ/พีชนิยาม) และสัญชาตญาณสัตว์ นั่นแหละ คือ ธรรมะ

ถ้าคิดปรุงแต่งกันอย่างนี้ วันนี้เราโดนรถชน ก็หมายความว่าในสมัยอยุธยา เราเคยไถเกวียนไปชนเขาอย่างนั้นหรือ
นี่ไม่ได้ตอบกวนอวัยวะติดดิน ก็เหมือนอย่างตอนที่พราหมณ์ชวนพระพุทธเจ้าให้ลงมาอาบน้ำ โดยให้เหตุผลว่าจะได้บริสุทธิ์ พระพุทธเจ้าจึงตอบว่า ถ้างั้นปูปลาในน้ำก็บริสุทธิ์แล้วล่ะสิ ท่านพูดเพื่อกระตุกให้ปัญญาได้ฉุกคิด เพื่อปลุกพระให้ตื่น จะได้โพล่งขึ้นมา

แต่ถ้าปลุกแล้วพระไม่ตื่น ก็คงต้องเป็นเรื่องของเขาไป

เพราะงั้น วันนี้ ถ้าโดนผึ้งร้อยตัวรุมต่อย แสดงว่าเราเคยทำร้ายไอ้ร้อยตัวนั้นมาอย่างนั้นหรือ?

หรือถ้าวันนี้แม่ค้าทอนเงินเกินมาสิบบาท แปลว่าแต่ปางก่อนแม่ค้าเคยโกงเราไปสิบบาทใช่มั้ย? แม่ค้าถึงเสียตังค์สิบบาทให้เราเมื่อกี้ แล้วแต่ปางก่อนใช้เงินสกุลอะไร อัตราแลกเปลี่ยนเท่าไหร่ ใช้ครบหมดหรือยัง เราจะรู้ได้ยังไง

หรืออย่างเล่นเกม pubg , Fortnite แล้วจู่ๆ มีคนมายิงเราตาย เก็บของมาตั้งนาน ตายซะได้ เราก็ยั๊วะสิ แสดงว่า เราเคยยิงเขาไว้ชาติก่อนแน่ๆ? …หรือจริงๆ หรือแค่ว่า มันเป็นกติกาของเกม ที่ยังไงๆ ก็ต้องยิงกันจนได้ผู้ชนะคนเดียวอยู่ดี

นี่ก็เหมือนกัน พูดเพื่อกระตุกให้เกิดปัญญา ไม่ได้กวน
เพราะกฎของกรรม มันไม่ใช่การคิดเองเออเอง กฎของกรรม เป็นหนึ่งในสิ่งที่พระพุทธเจ้าบอกว่า “อจินไตย” คือ คิดด้วยตรรกะ คิดด้วยสมองเท่าไหร่ก็ไม่ถึง มันซับซ้อนด้วยปัจจัยมากมายเกินกว่าจะคิดวิเคราะห์ให้ครบได้ และไม่จำเป็นต่อการดับทุกข์ หรือดับอวิชชา

ที่สำคัญ ความคิดแบบนี้ ทำหน้าที่ไม่ต่างจาก นิวรณ์

บางคนถาม มันเป็นนิวรณ์ยังไง? ก็ความคิดลักษณะนี้ มันดึงจิตออกจากปัจจุบันหรือเปล่า มันพาให้ฟุ้งไปคิดเรื่องอดีตชาติ นั่งเดาโยงเรื่องกรรมไม่รู้จบ ซึ่งก็คือ อุทธัจจะ–กุกกุจจะ และเมื่อจิตเริ่มลังเล ไม่แน่ใจว่าหาทางลงยังไง นี่ก็คือความสงสัย วิจิกิจฉา ก่อตัว ไม่เรียกว่านิวรณ์ จะเรียกอะไร

ถ้าอยากรู้ว่าคำถามไหนสำคัญ และควรค่าที่จะหาคำตอบ ขอให้ลองพิจารณาอย่างนี้:

  • 🔹 เป็นไปเพื่อ... อวิชชาดับมั้ย
  • 🔹 เป็นไปเพื่อ... หยุดการปรุงแต่งวิญญาณไม่ให้เจืออวิชชาหรือไม่
  • 🔹 เป็นเหตุให้... วิญญาณเลิกหยั่งลงนามรูปมั้ย
  • 🔹 เป็นเหตุให้... หลุดพ้นจากวัฏสงสารมั้ย
ถ้าคำถามพวกนี้ไม่ได้เป็นไปดังที่ว่ามา ค่อยๆ ปัดออกจากใจซะ ปัดให้เหมือนเวลาเราเอานิ้วปัดคลิปวีดีโอที่เราไม่ชอบใน Shorts, Tiktok หรือ Reels แบบนั้นน่ะ

แปลกนะ คลิปที่ไม่ชอบ เอานิ้วปัดออก แต่พอเป็น "ขยะทางความคิด" หรือ "นิวรณ์" เราดันไปนั่งจ้องมัน นั่งดมมัน เลียมัน นั่งวิเคราะห์มันอยู่นั่นแหละ

ทำแบบนี้กับพวกนิวรณ์บ้างสิ!!