ผิดศีลข้อ 3 ตายไปจะเป็นอย่างไร?

ถ้าเอาคำถามนี้ตั้ง ก็ต้องบอกกันตรงๆ ว่า ในลมหายใจสุดท้ายของเรานั้นสำคัญที่สุด ถ้าจิตยังจับกุศลได้ก็รอดตัวไป แต่ถ้าจิตเกิดเผลอไปเกาะอกุศล ขุ่นเคือง อาฆาต โกรธ หรืออิจฉาริษยา แล้วกายแตกดับลงในขณะนั้น... อบายก็คือที่หมายได้เลย

เมื่อไปถึง "ตำหนัก" เดี๋ยวท่านก็จะถามว่า "เคยทำความดีอะไรไว้บ้าง นึกออกไหม?" ที่ท่านถามก็เพื่อให้เราระลึกถึงบุญ ให้กุศลมันขึ้นมาถ่วงดุล เผื่อจะส่งเราไปสู่สุคติได้บ้าง แต่ถ้าตอนเป็นมนุษย์เราทำบาปมาจนจิตมันเสื่อม มันจะนึกไม่ออกเลย คราวนี้ล่ะตกที่นั่งลำบาก ต้องส่งตัวเข้า "คอร์สนรก" และถ้าพ่วงคดีละเมิดศีลข้อสามมาด้วย นรกขุมที่ชื่อว่า "สิมพลี" หรือนรกต้นงิ้ว ก็จะถูกรวมอยู่ในคอร์สนี้ด้วย

บางคนอาจจะบอกว่า "นรกไม่มีจริงหรอก ยุคนี้เขาไปอวกาศกันหมดแล้ว" ...ขอบอกตรงนี้เลยนะว่า พระท่านไม่ได้หลอก แต่ท่าน "ปักป้ายเตือน" เอาไว้ เหมือนป้ายบอกว่าบ่อน้ำนี้ลึกนะ ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ป้ายมันก็วางอยู่ตรงนั้น ที่เหลือมันอยู่ที่ตัวเราเองทั้งนั้น

นรกหรืออบายไม่เคยส่งเทียบเชิญให้ใครตกลงไป มีแต่มนุษย์เรานี่แหละที่เดินพุ่งหลาวลงไปเอง หรืออย่างสวรรค์ มีหรือที่จะมีเทวดามาเชิญให้ไปปฏิสนธิบนนั้น ถ้าเราไม่ทรงความดีงามเอาไว้แล้วจะมีเหตุให้เกิดในสวรรค์ได้ยังไง? มาถึงตรงนี้คำว่า "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน" นี่แหละชัดที่สุด

นรกขุมสิมพลีนี่ อย่าให้เล่ารายละเอียดเลย มันสลดและสะเทือนอารมณ์มาก ที่สำคัญคือสัตว์ที่มักมากในกามเขายังมีอารมณ์ตัณหากันอยู่ได้แม้ในนรก... นี่แหละที่น่าสลดที่สุด

ทางออกมีอยู่...

แต่อย่าเพิ่งตกใจจนถอดใจไปนะ ตราบใดที่เรายังมีกายมนุษย์อยู่ เรายังมีโอกาส "ซ่อม" ได้ ถ้าเราตั้งใจเจริญสติ วิปัสสนา ชำระใจ และละเว้นจากการประพฤติผิดตั้งแต่วันนี้ มันจะช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้ ทางออกน่ะมี แต่ใจเราจะถึงทางออกนั้นหรือเปล่า?

ลองดูเรื่องราวของ พระองคุลีมาล ท่านฆ่าคนด้วยความหลงผิด แม้บรรลุโสดาบันแล้วท่านยังต้องเผชิญกับนิวรณ์จนแทบกระอัก แต่สุดท้ายท่านบรรลุอรหันต์ได้เพราะพระธรรมที่แทงตรงไปที่กิเลส ตรงไปที่การแก้ไขให้ตรงจุดนั่นเอง

วัฏสงสารมันเอาแน่ไม่ได้ การเกิดมามีภาระอย่างหนึ่งคือต้อง "ประคองใจ" ไม่ให้ตกต่ำ ขนาดเทวดาที่สูงๆ หมดบุญไม่รู้ตัวยังพุ่งหลาวลงนรกได้เลย แล้วเราเป็นมนุษย์ ถ้าใช้ชีวิตแบบเดินริมปากอบาย ผิดศีลเป็นนิสัย โอกาสพลาดมันก็สูง

"ทำใจ วาจา และกาย ให้บริสุทธิ์ตั้งแต่วันนี้..."

อย่าเพิ่งสาธุ!

คำว่า "บริสุทธิ์" นี้อย่าคิดว่าเหมือนน้ำเปล่า หรือกระดาษขาวๆ ไม่ใช่แค่การที่วาจาไม่พูด กายไม่ขยับ หรือใจจดจ่ออยู่กับลมหายใจอย่างเดียวแล้วจะเหมาว่านั่นคือบริสุทธิ์แล้ว...

ดูให้ดีๆ... ต้นตอของความไม่บริสุทธิ์ยังไม่ดับไป มันก็ยังเจือปนอยู่ในกระแส

หาต้นตอให้เจอ... แล้วดับซะ นั่นล่ะจึงจะเริ่มเข้าสู่ความ "บริสุทธิ์" จริงๆ