แนะนำ “สถานที่ปฏิบัติธรรม” สำหรับผู้ที่ไม่มีวันลา และหลังเกษียณอายุ

บางท่านอาจจะมีแผนปลายทางที่จะไปปฏิบัติธรรมหลังเกษียณอายุ หรือบางท่านอยากปฏิบัติธรรม แต่หาวันลาไม่เจอ
ไม่เป็นไรจ้ะ
จะแนะนำสถานที่ปฏิบัติธรรมให้ 6 แห่ง นะ
6 แห่งนี้ เป็นที่ๆ เขาฝึกกันจนหลุดพ้นกันมาแล้ว

ที่แห่งแรก ตา
แห่งที่สอง หู
แห่งที่สาม จมูก
แห่งที่สี่ ลิ้น
แห่งที่ห้า กาย
และแห่งที่หก นี่สำคัญสุด ใจ

เป็น 6 ที่ที่เรา ป.ธรรมได้ตลอด ไม่ว่าจะทำอะไร หรืออยู่ที่ไหน จะรถติดอยู่ ทำงานอยู่ เลียไอติม กินชาบู หมูกระทะ เดินตลาด ซื้อของ นอนกลางวัน

ไม่ว่าจะไปปฏิบัติธรรมที่ไหน สังเกตดู สุดท้ายพระก็ต้องบอกให้กลับมาดูกันที่ 6 แห่งนี้อยู่ดี เพราะโลก ก็คือ อายตนะ

ลองหลับตาสิ… โลกแคบลงทันที เหลือแต่การรับรู้ได้รอบๆ ตัวที่เสียงได้ยินถึง… ลองลืมตาดูสิ โลกขยายออกทันที

เมื่อ ตาเห็นรูป หรือ หูได้ยินเสียง — เกิดผัสสะ → และก็เกิดความรู้สึกตามมาที่เรียกว่า “เวทนา” ชอบ ไม่ชอบ เฉยๆ

เช่น ตาเห็นคนๆ นั้นแล้วก็ไม่ชอบ เห็นพฤติกรรมนั้นแล้วก็ที่ไม่พอใจ หรือหูได้ยินคำด่า... แล้วมีชื่อเราอยู่ในนั้น เราก็ไม่ชอบ นี่คือเวทนา ความรู้สึกหลังเกิดผัสสะ

เวทนานี้ จิตรับรู้ วาบ แล้วก็ดับไป
ความโกรธเกิด จิตรับรู้ วาบ แล้วก็ดับไป

แต่ทำไมเหมือนกับมันมีโกรธอยู่เรื่อยๆ เพราะความเคยตัวเคยใจ เพราะอาสวะ หลงคิดว่ามีตัวตนคอยซึมซับมันประคองไว้อยู่ เราจึงต้องให้สติพามารู้อารมณ์ปัจจุบันเสมอ ที่เราเรียกว่า “รู้เท่าทัน” มันจะได้ไม่ไหลไปกับผัสสะที่มากระทบ

เพราะถ้าเราปรุงแต่งในอารมณ์นั้นต่อ ความโกรธที่มันมากระทบแล้วมันก็ดับไปพร้อมๆ กับวิญญาณที่รู้ มันก็ถูกสานต่อจนเป็นเส้น เป็นก้อน เพราะความต่อเนื่องที่รวดเร็ว หรือ สันตติ ทำให้อวิชชาทำงานได้สะดวก เราจึงหลงคิดว่ามี “ตัวเรา” อยู่ตรงนั้น

แต่จริงๆ แล้ว สังเกตดูดีๆ วิญญาณรู้อารมณ์เกิด และก็ดับอยู่เสมอ

เพราะงั้น อย่าพูดว่า “เนี่ย โกรธมาตั้งแต่เช้าแล้ว”
มันไม่จริงหรอก ดูดีๆ โกรธตอนนี้ มันใช่อันเดียวกับตอนเช้านั้นหรือเปล่า? เดินไปทำอย่างอื่น เห็นอย่างอื่น ได้ยินอย่างอื่น มันก็มีอารมณ์แทรกเข้ามาตลอด นี่ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า มันไม่ได้เป็นก้อนเดียวกันแน่นๆ มันเป็นแค่การรู้ที่ต่อเนื่องกัน แต่เราเองแหละที่ดันคิดว่ามันเป็นก้อนเดียว สายเดียว เส้นเดียวที่แน่นๆ แล้วมีเราในนั้น

ฝึกให้รู้ทันในเวทนานี้ และเลิกเชื่อสักทีว่า “เวทนานี้คือตัวเรา”
สกัดไม่ให้มันปรุงแต่งไปจนเป็นตัณหาอุปาทาน นั่นล่ะ สถานที่ปฏิบัติธรรมก็อยู่ตรงนั้นแหละ

แล้วอะไรล่ะ จะคอยสกัด?
วัตถุมงคลอย่างนั้นหรือ? เปล่า... ดูให้ดีๆ "ความมีสติรู้ตัว" นี่แหละ คือ วัตถุมงคลที่เข้มขลังที่สุด

พระพุทธเจ้าสอนว่า ทุกข์เกิดเพราะตัณหา อะไรล่ะจะสกัดไม่ให้เวทนาไหลไปถึงตัณหาได้ล่ะ?
สติไง
อะไรล่ะ จะสกัดไม่ให้ใจไหลไปกับความโกรธ? สติไง
อะไรล่ะ จะสกัดไม่ให้ใจไหลไปกับกามฉันทะ? สติไง
อะไรล่ะ จะสกัดไม่ให้ใจไหลไปกับความฟุ้งซ่าน? สติไง

ไม่ใช่หินก้อนนั้น ดินก้อนนั้น สกัดไม่ได้
ไม่ใช่ไม้แท่งนั้น มันสกัดไม่ได้
ไม่ใช่ผ้าผืนนั้น มันสกัดไม่ได้

มันเลยมีแต่ “สติ” ให้สติรู้ปัจจุบัน ให้ “ปัญญา” บีบคออวิชชาเอาไว้

การปฏิบัติธรรม ไม่ใช่แค่การ “นั่งสมาธิให้นาน”
แต่เป็นการ “เอากำลังที่ได้จากสมาธิ” แค่ช่วงสั้นๆ นั้นล่ะ มาต่อยอดให้สติและปัญญา เห็นรอยต่อของการเกิดดับของอารมณ์ต่างๆ เห็นการดับ…. ไม่ใช่จะเอาแต่เห็นการเกิด

อย่ารอให้มีเวลาว่างแล้วปฏิบัติธรรม เลย
มีแต่ “เวลานี้” เท่านั้นแหละที่ปฏิบัติธรรม