"สภาวะห้องพระ" หรือ "สภาวะพระประธาน"

เคยได้ยิน "สภาวะห้องพระ" หรือ "สภาวะพระประธาน" มั้ย

เป็นสภาวะที่พูดถึงช่วงเวลาที่คนนั่งสมาธิจนดิ่ง สงบ นิ่งสนิท แล้วอาจารย์ หรือใจเราเองมันถามคำถามลองเชิงว่า:

"ถ้าให้ตายตรงนี้… ตายได้มั้ย?"
"ถ้าจะให้ขาดใจตายตอนนี้ เสียดายอะไรอยู่มั้ย?"
"ถ้ามีเพศตรงข้ามนอนเปลือยกายอยู่ตรงนี้แล้วไม่เสพ เสียดายมั้ย?"

ในขณะนั้น เชื่อไหม ร้อยทั้งร้อยประสานเสียงตอบเหมือนกันหมด

"ได้!" "ตายได้เลย" "ไม่เสียดายชีวิตแล้ว"

โปรดเข้าใจในประเด็นนี้ให้ดี ในมุ้งแห่งความสงบ เราดูเหมือนพระอรหันต์ที่ปล่อยวางโลกได้หมดแล้ว

แต่พอสิ้นสุดพิธีกรรม ก้าวขาพ้นประตูห้องพระหรือวัดปุ๊บ… เกิดเหตุการณ์มากมายเข้ามากระทบ

- ขับรถโดนปาดหน้า
- มีเรื่องเงินเรื่องทองกระแทกใจ
- ลูกหนี้มันเบี้ยวไม่ยอมจ่าย
- มีข้อความ comment ว่า "อีตอแหล"
ฯลฯ

เวลาผ่านไปยิ่งนานวันเข้า ความเคยตัวเคยใจเริ่มกลับมา กลายเป็นอยากกระโดดด่าคนทันที! ถ้าไม่ประคองเอาไว้ด้วยสติ อาจารย์ หรือพระท่านจึงสอนว่าเมื่อกลับไปบ้าน ให้ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง

ที่มันเป็นแบบนั้น ก็เพราะตอนที่เรานั่งนิ่งๆ ในวัดแล้วบอกว่ายอมตายได้น่ะ กิเลสมันไม่ได้หายไปไหน แต่มันแค่สลบ เพราะโดนกำลังสมาธิกดทับไว้ชั่วคราว มันคือสภาวะ "หินทับหญ้า" พอออกจากมุ้งความสงบ หินยกออก หญ้ามันก็มีโอกาสดีดตัวขึ้นมากินหัวเหมือนเดิม

นี่แสดงให้เห็นอะไร

มันแสดงให้เห็นได้ชัดๆ ว่า "สมาธิเดี่ยวๆ" ไม่ใช่การฆ่ากิเลส แต่เป็นแค่การสลบกิเลสชั่วคราว

พระเอกต้องโน่น "ปัญญา"

อย่างที่เคยบอกไว้ว่า "อริยะ" คือ จิตที่ทรงปัญญา
คือจิตที่ปัญญาสูง
สูงจนล้มปฏิจจสมุปบาทจนหมดจด คือ ตัดอวิชชานั่นเอง

สมาธิต้องตั้งมั่นเพื่อหนุนปัญญา
อย่างที่เคยบอกว่า สามอย่างมันจะต้อง Assemble กัน
เพื่อหนุนส่งให้ปัญญาเข้าไปประหารกิเลส
ไม่ใช่เอาสมาธิมาประหารกิเลส หรือเอาศีลมาประหารกิเลส
ถ้าลำพังสมาธิกับศีลแค่สองตัวกอดคอกันเดินไป
แล้วจะเอากำลังที่ไหนไปเห็นแจ้งในสภาวะจริงๆ
มันต้องหนุนกัน
แล้วลืมตาขึ้นมาเพื่อให้เห็นและยอมรับ
ยอมรับอะไร?
ยอมรับในเหตุปัจจัย ยอมรับความจริงของธรรมชาติ
ธรรมะ คือ ธรรมชาติ เคยได้ยินกันใช่มั้ย

ธรรมชาติบอกว่า ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย
เรายอมรับมั้ยล่ะ
หรือไม่ยอมรับ พอไม่ยอมรับ
ก็ปล่อยตัณหาให้ดึงดัน against กับธรรมชาติ
อย่างนั้นมันก็เกิดทุกข์สิ
นี่ก็เป็นเหตุปัจจัยตามธรรมชาติ
ตัณหา -> อุปาทาน -> ภพชาติ
ก็เป็นเส้นทางแห่งทุกข์ เส้นทางแห่งการบีบคั้น

เราต้องลืมตาให้เห็นสภาวะจริง
ถ้ามัวแต่ปิดตา หลับตานิ่งๆ มัวแต่คิดว่า "เอาแค่นี้พอแล้ว" ปัญญาจะเกิดได้ยังไง
เพราะงั้น มันต้องหนุนกันสามพี่น้อง ศีล สมาธิ ปัญญา
สามตัวนี้ต้อง Assemble ต้องรวมพลังกัน
ไม่ได้เดินตามกันแบบ 1,2,3 แต่ต้องผสานเป็นหนึ่ง
ไม่ใช่แบบวันนี้ฉันทำศีล วันพรุ่งนี้นั่งสมาธิ มะรืนจะเอาปัญญา
ให้ทำอย่างนี้... ลืมตาวันนี้เลย แล้วพิจารณาสภาวะจริงตรงนี้เลย
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อะไรคือต้นเหตุสูงสุด หาให้เจอ
ขอสมาธิเล็กๆ น้อยๆ พอนิวรณ์ดับ แล้วดันเข้าไปให้สุด ตัดอวิชชา
ถ้าปลายทางคือล้มวัฏฏะสงสาร เราไม่รอเก้ๆ กังๆ กันอีก
แต่ถ้ากำลังดันถึงโสดา ก็โผล่ที่โสดาก่อน รู้ตามสภาวะนั้น
ดันถึงสกิทาคา ก็โผล่ที่สกิทาคาก่อน รู้ตามสภาวะนั้น แค่นั้น

แล้วอย่างนี้ เราจะนั่งสะสมชั่วโมงบิน
นั่งสมาธิเอาอึด เพื่อเอาสถิติไปอวดใคร เพื่ออะไร?

สมาธิ ความตั้งมั่น หรือฌาน มันไม่ใช่ถ้วยรางวัล
มันไม่ใช่ Achievement ที่ต้องทำให้ถึง
หน้าที่ของมันจริงๆ คือ สร้างความตั้งมั่น สร้างความเคยชิน
สร้างสภาวะที่พ้นจากการบิดเบือนของนิวรณ์

เพื่อให้เกิด

"ช่วงเวลาที่จิตพ้นจากแรงดึงของนิวรณ์"


เอาแค่ 5 นาที หรือ 10 นาที นั่นแหละคือช่วงเวลาทองที่จิตมันพร้อมที่สุด
น้ำใส ไม่มีฟิลเตอร์นิวรณ์มาบิดเบือน

เพราะงั้น… เมื่อจิตตั้งมั่น แค่ 5 นาทีที่เรารู้สึกว่าสงบนิ่งดีแล้ว พร้อมดีแล้ว ให้ถอยออกจากความสงบตรงนั้น ปล่อยวางอารมณ์ดิ่งสงบทิ้งไป ไม่ต้องเสียดาย กลับมารับรู้เนื้อตัวทางร่างกาย ค่อยๆ ลืมตา คืนสติมาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย วินาทีนั้นแหละ คือจังหวะที่ต้อง “ป้อนบทเรียนให้กับปัญญา” ทันที!

มันมีนะ สภาวะแบบนี้ มีผู้ปฏิบัติที่คิดกัน เป็นแบบไหนรู้มั้ย?

ทำยังไงที่จะรักษาสภาวะสงบนี้ไปได้เรื่อยๆ โดยที่ไม่ต้องกลับมารู้ร่างกายอีก?

มีผู้ปฏิบัติที่คิดเช่นนี้นะ ในอารมณ์ละเอียดๆ คือ อยากสงบ เสียดายที่จะกลับมารู้ร่างกาย จึงถามว่า ไปต่อเลยได้มั้ย จะให้ตายไปทั้งๆ ที่ไม่มีเหตุให้ตาย นี่เขาถามแบบนี้ ก็ต้องบอกว่า จะไปไหน เดี๋ยวหิวก็ต้องลืมตาขึ้นมาหาอะไรกินอยู่ดี ร่างกายมันยังไม่มีเหตุให้ตาย

เพราะถ้าไม่ใช้โอกาสในตอนที่รับรู้โลก กระทบโลก ไม่ว่าจะภายนอก (ตา หู จมูก ฯลฯ) หรือภายใน (ความเคยตัวเคยใจ อารมณ์เดิม กระทบใจ ใจปรุงแต่ง เวทนาทางใจ ธรรมารมณ์ ฯลฯ) แล้วจะให้ปัญญามัน "รู้โลก" และ "แจ้งโลก" ได้ยังไง

คือ พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เรา "หนีโลกไปซ่อนในโลกสมาธิ"
แต่สอนให้เราใช้กำลังสมาธิ ออกมาลืมตามองโลกตามความเป็นจริง
คือ "รู้แจ้ง" "รู้แจ้ง...โลก"
รู้แจ้งตามตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

เหมือนฝึกกีฬา ถ้าเอาแต่อ่านหนังสือว่าลูกบอลคืออะไร แต่ไม่เคยลงเตะสนามจริง มันจะ "รู้บอล" และ "แจ้งในลูกบอล" ได้ยังไง หือ?? มันมีวิธีการรู้โลกในแบบที่แค่ใช้จินตนาการด้วยหรือ? เป้าหมายคือชนะในแมทช์นั้นไม่ใช่หรือ?

ปัญญา คือ การเห็นแจ้ง คือ ต้องเห็น... แล้วแจ้ง... รับรู้ แล้วแจ้ง แจ้งในธรรมชาติของโลกว่าไม่เที่ยงแท้ เข้าไปยึดไปเอา ไปบ้าจี้ตามตัณหามันไม่ได้ อุปาทานมันเกิด ภพชาติเกิด

คือ "รู้" ไม่เท่ากับ "แจ้ง"

แค่รู้ คือ รู้ว่าขันธ์ 5 ไม่เที่ยง, รู้ว่าอวิชชาคือต้นเหตุ, รู้ว่าร่างกายนี้ต้องตาย... แต่มันรู้แค่ระดับสัญญา (ความจำ) หรือรู้ในความคิด พอผัสสะวิ่งมากระทบหน้างาน จิตมันก็ยังดิ้นรน ไหลไปตามตัณหา และ Error เหมือนเดิม

แต่ถ้ารู้... แล้วแจ้ง คือ วินาทีที่จิตตั้งมั่นแล้ว (ไร้ฟิลเตอร์นิวรณ์) แล้วป้อนบทเรียนให้ปัญญาแจ้งใน "สภาวะจริงตรงหน้าสดๆ" จิตมันไม่ได้แค่คิดตาม แต่มันยอมรับและสว่างวาบในความจริงนั้น มัน "อ๋อ" และ "เออว่ะ" ว่าโลกนี้บังคับไม่ได้ ยึดถือไม่ได้จริง พอเห็นแจ้งปุ๊บ... อุปาทานมันโดนสับขาดตรงนั้น ภพชาติที่จะรันต่อเนื่องเป็นเนื้อแข็งๆ เป็นพื้นแข็งๆ ให้ตัวตนยืนเลยดับ!

นี่แหละ ฉวยโอกาสตอนที่จิตมันนิ่งและคมที่สุดเบอร์นั้น เข้าตีฐานที่ตั้งของอวิชชาและความยึดมั่นถือมั่นซะ กระชากเอาร่างกายเน่าๆ นี้ขึ้นมาสับ กระชากเอาขันธ์ 5 มาพิจารณาแยกแยะให้เห็นสภาวะจริงสดๆ ขัดเกลาใจกันตรงนั้นเลยว่า ไอ้สิ่งที่เราเคยหลงว่าสวยงาม หลงว่าเที่ยงแท้ แท้จริงมันรันไปตามเหตุปัจจัยหลังบ้าน บังคับบัญชาไม่ได้ และไม่ใช่ของเรา

ยัดภาพความจริงใส่ตาชัดๆ เพื่อให้ "แจ้ง" ขึ้นมา จะเป็นเรื่องความตาย เรื่องกาม หรือเรื่องความฉิบหายที่กำลังแบกอยู่ ใช้ใจที่ตั้งมั่นที่เพิ่งถอนจากสมาธิมาส่องมันดู

ถ้าจับทางได้ เราจะร้องอ๋อทันที… เพราะใจมันจะยอมรับความจริงข้อนั้นได้หน้าตาเฉย โดยไม่มีอาการดิ้นรน ถ้าสมาธิมันหนุน มันพร้อม นิวรณ์ก็ไม่แทรก ไม่มีอารมณ์อะไรมาบิดเบือน ไม่มีแรงต้านจากอารมณ์กาม เสียดาย หรือฝืนใจ เพราะมันเห็นแจ้งด้วยปัญญาจริงๆ ไม่ใช่การบังคับตัวเองให้มองธรรมชาติทำนองว่า "มองสิ" แต่มันเห็นถึงธรรมชาติที่มันเป็นของมันอยู่อย่างนั้น

ธรรมชาติ มันแสดง "ธรรม" หรือแสดง "ความเป็นธรรมชาติ" ของมันอยู่ตลอด
จริงๆ มันจะไปพูดนิยามว่า "มันแสดง" ก็ยังไม่ถูกต้องนัก
ต้องบอกว่า มันเป็นอย่างนั้น ตถตา
แต่ผู้เพียรเผากิเลสแค่... เห็น "ความเป็นธรรมชาติ" ที่ไม่มีอวิชชาปรุงแต่งนั้น แค่นั้น

ฝึกเอาปัญญามาขยี้กิเลสในเซฟโซนในตอนที่จิตพร้อมแบบนี้บ่อยๆ ซ้ำๆ

ไม่ใช่ทำแค่ครั้งเดียวนะ ต้องมีความตั้งมั่น มุ่งมั่น

ปกติแล้ว ไม่ว่าในสมัยไหนๆ บุคคลที่ปราถนาหลุดพ้นจากวัฏสงสาร ปราถนาดับอวิชชา นิพพาน เขาเล่นกันดันจนถึงอรหัตผล เขาไม่มาไล่ตีหัวกิเลสทีละตัว ปีนี้เอาโสดา ปีหน้าเอาสกิกทาคา หรือเลี้ยงไข้ เราจะดันกันให้สุดกำลังในขณะจิตนั้น ตัดอวิชชา ตัดสักกายทิฏฐิ ตัดถึงไหน ดันได้ถึงไหน ก็ชนตรงนั้น โพล่งขึ้นมาตามระดับ โพล่งที่สกิทาคา โพล่งที่อนาคา แล้วก็ดันซ้ำๆ ตัดอวิชชาซ้ำๆ จนกล้ามเนื้อปัญญามันหายจากอวิชชา สภาวะทรงตัวในที่สุด

ทีนี้ พอเราพกมีดปัญญาที่คมกล้าเล่มนี้ออกไปสู่ลานข้างนอก ออกจากถ้ำมา ไปเจอหน้างานจริง เวลาเจอผัสสะ เจอวิบากกรรมมาชน หรือเจออารมณ์เดิมๆ วิ่งมาชนหน้างานปุ๊บ… จิตมันจะยอมรับความจริงตรงหน้าได้ทันควัน เห็นน้องๆ สวยๆ หล่อๆ เข้ามา มันก็วางเฉยได้ทันที มองเห็นเป็นธาตุสี่ไปโดยอัตโนมัติ แค่อาศัยแรงหนุนของสมาธิเล็กๆ น้อยๆ หรืออุปจาระสมาธิ มันก็เพียงพอที่จะหนุนให้ปัญญาเดินและวางเฉยเป็นอุเบกขาได้ คือ เป็นอุเบกขาจากปัญญาแล้ว ไม่ใช่อุเบกขาจากฌาน (อย่าไปหยิบอุเบกขาจากฌานมาเนียนเคลมว่าเป็นผล) เพราะปัญญามันถูกลับคมซ้ำๆ ซ้ำๆ เอาไว้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ฝึกอยู่ในเซฟโซน! มันจะดีดตัวขึ้นมาทำงานของมันเองอัตโนมัติ แล้วดีดนิ้วใช้ปัญญาตัดอุปาทานให้ขาดที่หน้างานทันที ผัสสะ เวทนา ก็ไม่สานต่อสู่ตัณหา ไม่เกิดอุปาทาน นี่คือภาคปฏิบัติ โดยไม่ต้องข่มใจให้เหนื่อย


เอาล่ะ สรุปให้เข้าใจง่ายๆ

1. พอจิตตั้งมั่น 5 นาที ได้กำลังแล้ว ถอยออกมา! ไม่ต้องไปแช่ เสียดายความสงบ

2. ถอยออกมาคืนสติทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย

3. เอามีด "ปัญญา" มาเป็นกำลังหนุน ให้แจ้งในธรรมชาติปัจจุบัน เอา ขันธ์ 5 / ความตาย / ร่างกายเน่าๆ ขึ้นมาสับสดๆ ในปัจจุบันขณะ

4. ฝึกสับในเซฟโซนซ้ำๆ จนเกิดกล้ามเนื้อปัญญา... พอออกไปเจอหน้างานจริง เจอผัสสะกระแทก จิตมันจะรู้ทางหนีทีไล่ว่องไวขึ้น มันจะดีดนิ้วใช้ปัญญาตัดวงจรอุปาทานโดยไม่ต้องข่มใจให้เหนื่อย

5. ไม่ต้องรอ ไม่ต้องรั้ง ดันให้สุดกำลังในขณะจิตนั้น ไม่ต้องเลี้ยงไข้ ไม่มาไล่ตีหัวกิเลสทีละตัว