คำสอนก่อนบวช โลกคือภาระกั้นมรรคผล
ถาม: ผมปฏิบัติมาหลายปี จนตอนนี้ผมสรุปตัวเองได้ว่า ทางโลกไม่น่าอยู่ มันเหมือนจะถึงที่สุดแล้วครับ ผมเห็นว่างานทางโลกที่ทำอยู่นี่มันไร้สาระ งานทางโลกมันคือภาระขวางกั้นมรรคผล ผมเลยวางแผนจะวางทุกอย่าง บอกครอบครัวแล้ว เพื่อไปบวช ออกแสวงหาความหลุดพ้นอย่างเดียว ใจมันไปทางวัดแล้วครับ วัดที่ผมเล็งเอาไว้ก็คือวัดป่าครับ แต่ยังมีอาการลังเลอยู่
ผมอยากให้อาจารย์ช่วยชี้แนะว่า ถ้าในวันที่ผมไปอยู่วัดแล้ว ผมควรวางจิตยังไงเพื่อให้ความสะอาด ผมเพียรทำมาไม่เสื่อมถอย รบกวนอาจารย์ชี้ทางให้ด้วยครับ
ตอบ:
ขออนุโมทนา แต่ขอให้ระวังนิดนึง นั่นก็คือ อวิชชาที่ยังเป็นปัจจัย แม้เป็นนักปฏิบัติเพื่อหลุดพ้น
อวิชชา เป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา อุปาทาน
ตัณหา อุปาทาน มันไม่รู้หรอก มันไม่แยกแยะหรอก ว่าเราจะอยู่บ้าน หรืออยู่ที่อื่น หรือจะผลักอะไรออกไป หรือจะไปดึงอะไรเข้ามากอด
มันมองแค่ว่า "อ๋อ... ยังยึดว่าขันธ์ห้าเป็นตัวเราของเรา" อยู่หรือเปล่า
ตราบใดที่ยังดึงอะไรๆ ดึงสภาวะไหนเข้ามากอด หลงคิดว่ามี "ตัวเรา" เป็นตัวตนผู้กอดสภาวะที่ชอบ (ภวตัณหา) หรือเป็นตัวตนผู้ผลักสภาวะที่ไม่ชอบ (วิภวตัณหา) นั่นคืออวิชชายังเป็นปัจจัย จึงพาให้เกิดตัณหา เกิดอุปาทาน ลากไปจนเกิดภพเกิดชาติอยู่ดี
ความอยากและกระหายในทางธรรมก็เช่นกัน
อย่าให้ตัณหานั้นกลายมาอุปาทาน เกิดเป็น "ตัวกูผู้แสวงหา" หรือ "เกิดเป็นตัวกูผู้แตกต่าง" นั่นจะทำให้การแสวงหาทางหลุดพ้น กลับกลายเป็นรักษาและประคอง "ภพชาติ" ที่ยังมีตัวตนผู้พอใจจุ่มอยู่
ขอให้ระลึกเอาไว้เสมอว่า บวชเพื่อสละ หรือบวชเพื่อยึด
ดูพระพุทธเจ้าเป็นตัวอย่าง เจ้าชายสิทธัตถะ ท่านสละชีวิตสุขสบายในวัง เพื่อเข้ามายึดผืนป่า เพื่อตั้งตัวเป็นเจ้าป่าเจ้าเขาหรือเปล่าล่ะ?
การบวช เป็นการเลือกสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เพื่อการปฏิบัติเพื่อหลุดพ้น ปล่อยวางจากเรื่องทางโลก
คำว่า "ปล่อยวางเรื่องทางโลก" คำนี้ลึกซึ้งมากนะ มันไม่ได้หมายความแค่ว่า เปลี่ยนเครื่องนุ่มห่มแล้ว จึงเรียกได้ว่า "ออกจากทางโลก" แล้วนะ
โลก คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ... ตราบใดที่ยังยึดโลกว่าเป็นตัวเรา มีเราในโลก โลกคือเรา นี่เรือนกายของกู ยึดวิญญาณทางตา นี่กูเห็นอยู่ นี่ตากูเห็น หูกูได้ยิน ใจกูปรุงแต่ง อารมณ์กู ฯลฯ ยังแอบเสพกาม เสพด้วยเรือนกาย เสพในเรือนกาย คล้อยตามการปรุงแต่งทางอายตนะ โดยเฉพาะทางใจ เมื่อไม่รู้เท่าทัน มันก็ยังวนเวียนอยู่กับการยึดมั่นอยู่ในโลกนี่แหละ
เมื่อจะปฏิบัติเพื่อหลุดพ้นจากทางโลก ก็ควรปฏิบัติเพื่อให้รู้เท่าทัน เพื่อปัญญาจะได้สถาปนา เพื่อสละความยึดมั่นในโลก ไม่ใช่เข้าไปยึดโลก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ต่อไปอีก
เมื่อมีโอกาสมาบวช เราจะได้ทุ่มเวลาให้กับการขัดเกลาจิต เราไม่จำเป็นต้องทำงานหาเลี้ยงชีพ
คำว่า "ภิกษุ" แปลตรงตัวว่า "ผู้ขอ" หรือ "ผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร"
ด้วยศรัทธา ญาติโยมทั้งหลาย จะเคารพ และสนับสนุนกิจในการศึกษาพระธรรมคำสอน ญาติโยมจะจัดแจงปัจจัยพื้นฐานด้วยศรัทธา เพื่อให้ท่านที่เป็นผู้บวชที่มีโอกาสศึกษาธรรมของพระพุทธเจ้ามากกว่าพวกเขา ได้ศึกษาเพื่อขัดเกลาให้แจ้งถึงพระนิพพาน
ญาติโยมจะเลี้ยงดูท่านด้วยการถวายปัจจัยต่างๆ เพื่อให้ท่านดำรงชีวิตอยู่ได้ โดยไม่ต้องพะวงเรื่องการทำมาหากิน เพื่อซื้อเวลาทางโลกให้ผู้บวชขัดเกลาจิตเจริญสมณะธรรม ไม่ว่าจะเป็นอาหาร หยูกยา เสื้อผ้า ปัจจัย เครื่องนุ่มห่ม ที่อยู่อาศัย หรือการเดินทาง
ญาติโยมตื่นตีสี่ตีห้า มาหุงหาอาหารเพื่อถวายเราก่อนทำกับข้าวกับปลาให้ลูกเต้า เด็ดส่วนที่ดีที่สุดของผัก ตั้งใจปรุงน้ำแกงอย่างดี ล้างผัก ล้างหมู ล้างจานชามสะอาด ฯลฯ ปรุงอาหารมาถวาย ก็เพื่อให้เราได้ขจัดโรคหิวกระหายของร่างกาย เพื่อให้เกิดช่วงเวลาขัดเกลาจิตใจศึกษาพระธรรมคำสอนให้แจ้งต่อไป
ญาติโยมก็ตระเตรียมน้ำดื่ม อาหารที่ปรุงอย่างดี หมูชิ้นใหญ่ ไก่ชิ้นโต ผักยอดอ่อนๆ ตักน้ำซุปส่วนที่ดีที่สุด นัวที่สุด ใส่สำรับเพื่อถวาย ก่อนที่จะให้ลูกเต้าของตนได้รับประทาน พวกเขาก็จะจัดไว้ ยกขึ้นเหนือหัว ตั้งจิตอธิษฐานเพื่อนิพพาน และใส่บาตรพวกเรา พร้อมเตรียมปัจจัยต่างๆ ถวายให้เรา หยูกยา เครื่องดื่มยามกระหาย ฯลฯ
เมื่อใดที่กระหายยามดึก เราก็มีน้ำดื่ม เพื่อดับกระหาย
เมื่อบีบคั้นต้องถ่ายหนักหรือถ่ายเบา ก็มีห้องน้ำสำหรับขับถ่าย
ผู้บวชอย่างเรา จะมีเวลาในการดูแลกายขันธ์ให้พร้อม ด้วยโอกาสและช่วงเวลาที่ได้รับ ขอจงปฏิบัติให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานเพื่อขยับสภาวะจาก "สมมติสงฆ์" ไปสู่การเป็น "อริยสงฆ์" และจง เกื้อกูลญาติโยมด้วย “ธรรมทาน” ชี้ทางบรรเทาทุกข์ ญาติโยมที่เขาตื่นตีสี่มาตักน้ำแกงส่วนที่ดีที่สุดถวาย ก็ยิ่งได้อานิสงส์มหาศาล ได้เห็นแบบอย่าง ได้สืบทอดพระศาสนา ได้มีที่พึ่งพิงเพื่อนิพพาน อันเป็นปลายทางของญาติโยมเหล่านั้นด้วยเช่นกัน
เพราะงั้น จากคำถามที่ถามว่า….
"ผมควรวางจิตยังไงเพื่อให้ความสะอาด ผมเพียรทำมาไม่เสื่อมถอย"
ถ้าเพื่อจิตสะอาด: ขอให้เจริญสติ และขัดเกลาปัญญาให้แจ้งในไตรลักษณ์ ตัดสักกายทิฏฐิ ดับอวิชชา เมื่อเรามีโอกาสที่เหมาะสมในการได้มีโอกาสมาบวชนี้
ถ้าเพื่อรักษาไม่ให้ความเพียรหรือวิริยะเสื่อมถอย: ทุกครั้งที่กลืนข้าวลงคอ ทุกครั้งที่ตักน้ำดื่ม หรือแม้กระทั่งทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำปลดทุกข์... ให้ระลึกถึงคุณของข้าวปลาอาหารที่ญาติโยมนำปัจจัยมาถวายด้วยศรัทธาไว้ให้จงหนัก เพื่อไม่ให้วิริยะเสื่อมถอย
ความตั้งใจจะบวชเพื่อหลุดพ้น เป็นมหากุศลยิ่ง
จงปฏิบัติขัดเกลา เพื่อให้ถึงธรรม อันเป็นอกาลิโก
เมื่อผู้บวชเห็นแจ้งในพระนิพพานแล้ว
นี่ก็จะเป็นการพิสูจน์ให้ญาติโยมได้ประจักษ์
ญาติโยมจะเกิดความมั่นคงในคำสอนของพระพุทธเจ้า
ไร้ความลังเลสงสัย ไร้วิจิกิจฉา ไร้สีลัพพตปรามาส
จากการที่ได้เห็นท่านเป็นตัวอย่าง
ญาติโยมก็จะมั่นใจได้ว่า ถ้าปฏิบัติตาม ก็จะเกิดผลได้จริง
ดังตัวอย่างบุคคลที่พวกเขาได้ถวายปัจจัยในวันนั้น
หากชาตินี้ ญาติโยมเหล่านั้นไม่มีโอกาสปฏิบัติธรรม
ก่อนกายแตกดับไป หากจิตระลึกถึงบุญที่พวกเขาเคยถวายปัจจัย
แก่บุคคลที่เป็นเนื้อนาบุญเช่นนี้
จิตจะเข้าสู่สุคติภูมิและผูกพันกับเส้นทางแห่งนิพพานต่อไป
การบวช คือ การขัดเกลา คือการละ คือภารกิจขัดเกลาจิต เพื่อละสักกายทิฏฐิ เพื่อดับอวิชชา เพื่อให้เป็น "เนื้อนาบุญ" อย่าลืมว่าเราเป็นหนี้บุญคุณชาวบ้านเขาอยู่นะ หยาดเหงื่อและศรัทธาของชาวบ้านที่เขาบำรุงและส่งเสียเรา จงอย่าให้สูญเปล่า เนกขัมมะสังกัปปะ ถ้าเอาแต่นั่งไถหน้าจอ นั่งเพลิดเพลินกับคอนเทนต์ทางโลก ไม่ขัดเกลากิเลส นั่นแหละกำลังติด "หนี้ก้อนโต" เป็นหนี้ศรัทธาชาวบ้าน เป็นหนี้ข้าวก้นบาตรที่เคี้ยวกลืนลงไปทุกวัน อย่างนี้จะเกิดอานิสงค์ใดให้ชาวบ้านมั่นคงในคำสอนของพระพุทธเจ้าล่ะ
ท่านพร้อมมั้ยล่ะ? ถ้าพร้อม ก็ขออนุโมทนาในความตั้งใจที่จะบวชนี้
ธรรมใดที่พระผู้มีพระภาคได้บรรลุแล้ว ขอจงถึงธรรมนั้นเมื่อเหตุปัจจัยพร้อม