ถ้าผมไม่นั่งสมาธิ

ถาม ด้วยความเคารพ ผมขออนุญาตถามอะไรที่อาจจะฟังดูแปลกไปหน่อยนะครับ

คือ ถ้าผมขี้เกียจนั่งสมาธินานๆ ไม่ชอบที่จะไปทางกสิณ ฌาน หรือการปฏิบัติใดๆ

แต่ผมชอบดู ชอบฟัง ชอบอ่าน

คำถามคือ ถ้าอาศัยแต่การอ่านตำราต่างๆ รวมทั้งอ่านหนังสือของอาจารย์มานะ อ่านหลายๆเล่ม เล่มเดิมก็อ่านวนซ้ำๆ แล้วก็คิดทบทวนพิจารณาตาม

แบบนี้ผมจะยังมีสิทธิ์ประหารกิเลส ตัดสังโยชน์ สักตัวแรกตัวเดียวให้ขาดได้ไหมครับ แล้วถ้าผมจะไปไกลกว่านี้น ผมจำเป็นจะต้องนั่งสมาธิจริงๆหรอครับ

ได้โปรดชี้แนะทีครับ ขอบพระคุณครับ


ตอบ คำถามนี้ไม่แปลกเลยนะ เป็นคำถามน่าสนใจ

ขอให้แยกสองคำนี้ออกจากกันก่อน "สมาธิ" กับ "การนั่งสมาธิ"

"ศีล สมาธิ ปัญญา" ไม่ได้หมายความว่า ศีล นั่งสมาธิ ปัญญา นะ

"สมาธิ" กับ "นั่งสมาธิ" สองคำนั้นไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
สมาธิคือความตั้งมั่นของจิต
ส่วนการ "นั่ง" ก็เป็นแค่อีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้จิตได้มาซึ่งความตั้งมั่นนั้น ซึ่งวิธีอื่นๆ ก็มีอีกมากที่จะทำให้จิตตั้งมั่นได้ และบางคนก็มีความตั้งมั่นติดตัวมาพอแล้ว

คำถามแรก ตัดสังโยชน์ตัวแรกได้ไหม ได้!

ถ้าอ่านแล้วพิจารณาตาม แล้วปัญญาเดินได้สะดวก ก็ตัดสักกายทิฏฐิได้เหมือนกัน เพราะสิ่งที่ตัดกิเลสคือ "ปัญญาที่เห็นจริง" ไม่ใช่ท่านั่ง

ท่านั่ง เป็นแค่อุปกรณ์ หรือ หนึ่งในท่าทาง ที่ช่วยรวมกำลังจิต

มีมากมายผู้ที่บรรลุด้วยการพิจารณาเป็นหลัก เป็นพวกปัญญาวิมุตติ ไม่ได้ผ่านฌานสูง บางท่านก็ไม่เคยเรียนเรื่องฌาน หรือกสิณมาก่อนเลย บางคนก็เข้าฌานไม่เป็น ซึ่งมันอยู่ที่จริตนิสัย บางคนนั่งได้เดี๋ยวเดียว ลุกไปทำนั่นทำนี่แล้ว แต่ปัญญานะคมกริบ สติตัดอารมณ์ได้ทันตลอดก็มีมากมาย บางคนถนัดนั่งนิ่งๆ ค่อยๆ ลัดเลาะ ค่อยๆ พิจารณา บางคนชอบค้นคว้า ชอบอ่าน บ้างชอบถาม มาไล่ถามๆๆ จนถึงที่สุด จะเอาให้ได้ ไม่ได้คำตอบก็นอนไม่หลับ อย่างคนกลุ่มหลังนี่ ก็จะอยู่นานสักหน่อย ประเภทต้องรู้ทุกซอกมุม

และบางบุคคล บ้างก็เรียนกับครูอาจารย์ในเรื่องการปฏิบัติสมาธิมาแล้ว เรียนมานาน อย่างโยคีที่เขาฝึกรูปฌานกับอรูปฌานกัน ก็ฝึกจนเชี่ยวชาญดาษดื่นมากมาย การแสวงหาหนทางหลุดพ้นก็มีมาตั้งแต่ก่อนพุทธกาล เพราะงั้น บางบุคคลจึงมีพื้นฐานของการปฏิบัติสมาธิติดตัวมาแล้ว บางท่านเกิดมาในชีวิตนี้ ก็มีความตั้งมั่นติดตัวกันมาบ้างแล้ว พร้อมจะตัดกิเลสกันแล้ว ถ้าจะไปต่อ แค่เดินปัญญาเลย ลองสังเกตกันดู ไม่ต้องย้อนกลับไปฝึกทำจิตให้ตั้งมั่นรูปฌานหรืออรูปฌานกันอีก

แต่ที่เคยเจอมา ก็มักจะฝึกจับลู่ทางเพื่อให้ถึงฌานสี่กัน ทั้งๆ ที่ด้วยกำลังหรือจริตนิสัยตัวอาจจะมีความพร้อมเดินปัญญาเรียบร้อยแล้ว มันก็ออกจะเสียเวลาไปสักนิด ถ้าเป้าหมายคือ ตัดสักกายทิฏฐิ เห็นอริยสัจ เพราะสิ่งที่เราต้องการคือ ความตั้งมั่นเล็กน้อย พอที่จะให้นิวรณ์ไม่มาบิดเบือน อย่าลืมฌานในมุมหรือฐานะที่เป็นเครื่องมือกำจัดนิวรณ์

อย่างที่บอก ศีล สมาธิ ปัญญา นั้น
ไม่ใช่ รับศีล นั่งสมาธิ รอปัญญา
เอ้า สมาทานศีล จากนั้นก็อยู่นิ่งๆ ข่มไว้
เอ้า สมาธิ นั่งสมาธิให้นานเป็นชั่วโมง
เอ้า รอไปเรื่อยๆ ว่าเมื่อไหร่ปัญญาจะเกิด

อย่าลืมนะ เราไม่ได้พูดถึงการปฏิบัติแบบสมถะกันนะ ในตอนนี้ เราไม่ได้พูดถึงรูปฌาน หรืออรูปฌานนะ.... เรากำลังพูดถึงเรื่องของ "การละสักกายทิฏฐิ" นะ เพราะงั้น เราจึงต้องสร้างเหตุให้ประกอบกัน เพื่อให้เกิดผลเป็นการหลุดพ้น เพื่อละจากการยึด เพื่อคลายน๊อตออก เพราะงั้น ถ้าเป้าหมายเพื่อการนี้ ต้องอาศัยความตั้งมั่นของจิตเพื่อให้ละจากนิวรณ์ เพื่อกรุยทางให้โล่ง ปัญญาจะได้เด่นโด่ง และเห็นตามความป็นจริงกันจริงๆ แบบที่ไม่มีอะไรบิดเบือน มันจะได้ละ ไม่ใช่เบี้ยวหรือเบ้ออกไปทางอื่นอีก
ลองดูตัวอย่างองคุลีมาล ตอนที่ท่านได้ยินคำสอน ท่านนั่งขัดสมาธิอยู่มั้ยล่ะ คำตอบก็เห็นอยู่โต้งๆ มือยังถือดาบอยู่ ขายังวิ่งหยอยๆ ตามพระพุทธ แต่ใจตอนนั้นตั้งมั่นพอให้ปัญญาเดิน จึงเกิดผล

บางคนบรรลุตอนล้างจาน เห็นอริยสัจ เห็นสมุทัยตอนกำลังล้าง ก็ยืนโพล่งโล่งอยู่ตรงนั้น แล้วก็ล้างต่อไป

อาจารย์เซ็นสอนลูกศิษย์ ก็สอนจากธรรมชาติ เป่าเทียนให้ดับต่อหน้า ลูกศิษย์ก็โพล่งโล่งแล้วก็แยกย้ายกันไปนอน

คือถ้าจิต ณ วินาทีนั้นมันหยุดวิ่งซัดส่าย ไร้อคติ ตั้งมั่นแล้ว ปัญญาเห็นแจ้งความจริงโพล่งขึ้นมา "เออว่ะ จริงด้วย" เหตุปัจจัยมันได้ มันก็ตัดสักกายทิฏฐิได้ตรงนั้นเลย! คือ เปลี่ยนจากการมองเห็นรูปนามเป็นก้อนเที่ยงแท้ไปเป็นกระแสเกิดดับ อย่างนี้ก็ไม่เกี่ยวกับว่าขาขวาทับขาซ้ายอยู่หรือเปล่า

ตัดสักกายทิฏฐิได้ มันอยู่ที่ไหน มันอยู่ที่ความพร้อม จิตตั้งมั่น ไม่มีนิวรณ์ เพราะนิวรณ์มันชอบเฉไฉบิดเบือน ปัญญาที่กำลังจ่ออยู่ปากทางออกก็เดินสะดวก

อย่างที่ว่าไป มันต้องมี "ความตั้งมั่นพอให้ปัญญาเดิน"

แต่ถ้าบางท่านยังไม่มีความตั้งมั่นพอ ทำยังไง ยังไม่มีสภาวะแบบนี้บ้าง อันนี้ก็ต้องฝึกไง... นี่ไง เราฝึกนั่งสมาธิ ทำจิตให้มั่นคงบ้าง เพื่อให้รู้จังหวะ ให้รู้จักและชินกับสภาวะของสมาธิ!

ปกติในแต่ละวัน เราเจอโลก เราออกไปเจอคน ไปทำงาน เจอโน่นนี่นั่นแล้วใจมันหวั่นไหวไหลไปตามอารมณ์ ถูกมั้ย ก็ถ้าใจยังไหลอยู่ เวลาอ่าน มันก็เป็นความรู้ แต่ยังไม่ได้เปลี่ยนความคิดเห็น การจะเปลี่ยนแปลง บางครั้งใจมันก็ไม่พร้อม มันไม่มีกำลัง มันซัดส่าย นิวรณ์มันเข้ามากวน

นี่แหละ มันจึงต้องปลีกตัวเพื่อทำจิตให้มั่นคงแล้วพิจารณาเพื่อเปลี่ยนแปลงทิศทางของตัวเอง พูดง่ายๆ คือ รวมกำลังก่อน ล้าง cache ซะ เช่น หลับตาครู่หนึ่ง หายใจให้นิ่งๆ นิ่งสงบพอ แล้วค่อยลืมตากลับมาอ่านต่อ กลับมาพิจารณาต่อ ถ้ามั่นคงพอแล้วก็ลืมตามาประหารกิเลสกันเลย ไม่ต้องนั่งให้นานเป็นชั่วโมงๆ ทั่งๆ ที่ตอนนี้ตั้งมั่นพอแล้ว

พิจารณาแล้ว เห็นชัดมั้ย เห็นความจริง เห็นธรรมชาติ เห็นอนัตตา เห็นตถตา ใจคลายลงมั้ย การยึดในขันธ์เบาลงมั้ย ปล่อยวางมากขึ้นมั้ย ไม่ต้องเยอะ แค่เห็นว่าจิตรู้นั่นก็คือการเห็นแล้ว เห็นว่าจิตเกาะอารมณ์ แยกได้ว่านี่ความเคยตัวเคยใจ นี่ก็ถือว่าก้าวหน้ามากแล้ว


แล้วคนที่เขานั่งๆ สมาธิกันล่ะ

แล้วเคยมีคำถามมั้ยว่า เราเห็นใครๆ ก็นั่งสมาธิ หรือไปเรียนสมาธิ แล้วตัวเราทำไมไม่ทำแบบเขา เราแปลกแยกมั้ย เรารู้สึกว่า "เราจะด้อยกว่าพวกเขามั้ย" หรือ "เราจะไปไม่ทันมั้ย" อารมณ์เหล่านี้ที่มาเกาะจิต ให้รู้ทันเสียว่า คือ นิวรณ์ เห็นหรือยัง ความจริงยังไม่เห็นชัด นิวรณ์มันชอบเข้ามาบิดเบือนเข้าไปอีก เหมือฝุ่นที่มาทำให้กระจกเปื้อนจนเห็นว่าหน้าเรามีฝ้าทั้งที่จริงๆ มันไม่มี นี่คือการบิดเบือน และเราก็ดันไปยึด "ตัวเรา" ว่าเราคือนิวรณ์ เราคืออารมณ์ เราคือตัวเราเที่ยงแท้ เราคือตัวรู้อารมณ์ที่เที่ยงแท้ ตัวเราคือวิญญาณ วิญญาณคือเรา ขันธ์คือเรา มันเลยถูกบิดเบือนมาตลอด นี่แหละคือสักกายทิฏฐิ มันเป็นก้อนที่มันบังไว้

ลองมองดูนะว่า แต่ละบุคคล มีจริตนิสัยไม่เหมือนกัน เส้นทางคนละเส้น วิธีการที่จะเห็นแจ้งอริยสัจ ตัดสังโยชน์ก็ต่างกัน ไม่จำเป็นต้องบรรลุด้วยดอกไม้ดอกเดียวกัน หรือสีเดียวกัน บางคนโพล่งตอนอยู่ในห้องน้ำก็มี บางคนโพล่งตอนเดิน มันอยู่ที่เหตุปัจจัยพร้อมล้วนๆ ไม่มีนิมิตเครื่องหมาย เหตุทำถึง ก็บรรลุตรงนั้น ไม่มีเรื่องดวง หรือลางบอกเหตุใดๆ ฟ้าดินไม่เกี่ยว

คือ ทางที่เหมาะกับท่านอื่นๆ ก็อาจจะไม่ใช่ทางที่เหมาะกับเรา เหมือนกินข้าวคนละร้าน อิ่มเหมือนกัน แต่ไม่จำเป็นต้องสั่งเมนูเดียวกัน

พระพุทธเจ้าเอง ท่านสอนพระรูปนี้ไปอย่างหนึ่ง สอนอีกรูปนึงก็สอนอีกอย่างหนึ่ง ก็เพราะความแตกต่างกันของจริตนิสัย ส่วนตัวท่านเองก็ทำอีกอย่างนึง บางคนก็ยังอุตส่าห์แอบสังเกตพระองค์ อ้าว ทำไมอาจารย์ของเราถึงไม่ทำแบบที่สอนเราบ้าง นี่ก็เรื่องปุถุชนที่จะปรุงแต่ง

บางคนก็พระองค์บอกให้ใช้กสิณ เพราะนี่มีอารมณ์โทสะแรง ก็ต้องใช้วิธีนี้เข้ามาช่วยให้จิตตั้งมั่น
เห็นมั้ย เราเลือกเครื่องมือ ไม่ใช่ให้เครื่องมือมาเลือกเรา เก็ตไอเดียนี้นะ

คนที่ถนัดนิ่งก็ไปทางนิ่ง คนที่ถนัดค้นคว้าก็ไปทางคิดพิจารณา ปลายทางคือความเห็นจริงเหมือนกัน เมื่อปัญญาจัดตัดสังโยชน์ มันก็ต้องอาศัยสภาพแวดล้อมที่พร้อม ร่างกายพร้อม ศีลส่งผลให้พร้อม สมาธิ (ความตั้งมั่น) ของจิตมีพอ ปัญญาพร้อม หัวไม่ดื้อ ไม่มึน ไม่วีน ไม่งี่เง่า เหตุพร้อม ผลก็เกิด แค่นั้น

เพราะงั้น เราแค่ต้องรู้จักนิสัยของเราก่อน ว่าเราเป็นคนอย่างไร อย่างที่เล่ามา ไม่ถนัดกสิณ ไม่นั่งสมาธิ นั่นล่ะ เดินต่อตามจริตนิสัยของเราแบบนี้ เดี๋ยวเหตุและปัจจัยก็จะค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปเอง


คำถามที่สอง ไปไกลกว่านั้นต้องนั่งมั้ย?

สังโยชน์ตัวแรกๆ ที่เป็นเรื่องความเห็นผิด สักกายทิฏฐิ คือ เห็นเป็นก้อน เห็นว่ามีก้อนเที่ยงแท้ ไม่ได้เห็นเป็นกระแส เห็นกายว่านี่เที่ยงแท้ ฯลฯ อย่างนี้ตัดด้วยความเห็นจริงได้ อันนี้ไม่ยาก

อุปมาง่ายๆ สักกายทิฏฐิ เหมือนต้นไม้ส่วนบน ตัดด้วยปัญญาเห็นจริงฉับพลันได้เลย จิตตั้งมั่นพอที่จะเห็นจริง ไม่ต้องใช้กำลังสมาธิลึกมาก

สังโยชน์ชั้นลึกๆ พวกรากแก้ว กามราคะ ปฏิฆะ มันเป็นระดับที่พาให้กลับมากามภพ มันเป็นนิสัยสะสมมานาน รากมันลึก ถ้ารู้สึกว่ากำลังปัญญาเดินไม่ไหว ก็ต้องมีอาศัยจังหวะมีเทคนิคกันหน่อย สูดลมหายใจ ฮึบ! เพื่อรวบรวมกำลังจิตให้เห็นแจ้งไตรลักษณ์

คำว่า "ฮึบ" นี้ ไม่ได้หมายความว่า ต้องไปนั่งทรมานสังขารเป็นชั่วโมงๆ นะ แค่หลับตาพักจิตครู่หนึ่ง รวบรวมกำลังที่เคยเสียไปกับนิวรณ์ หรือใช้เทคนิคทางวิปัสสนา บ้างก็อาศัยเทคนิคอรูปฌานเพื่อเปิดทางให้ปัญญาลัดเลาะให้เห็นแจ้ง อันนี้แล้วแต่กำลังของแต่ละคน ไม่เหมือนกันจริงๆ เมื่อจิตตั้งมั่นใสกิ๊ง... แล้วลืมตามาสับรากไม้ต่อเลย

สรุปสั้นๆ ไม่ได้บังคับนะว่าต้องนั่งสมาธินานๆ แค่ทำจิตให้ตั้งมั่น แป๊ปเดียว พอให้ปัญญาเดินสะดวกพอ