ต้องสละเรือนก่อนหรือไม่ จึงจะพ้นทุกข์ จึงจะนิพพานได้
ถาม: ถ้ายังเรียกตนว่า “ผู้ครองเรือน” ต้องสละเรือนก่อนหรือไม่ จึงจะพ้นทุกข์ จึงจะนิพพานได้?
ตอบ:
คำว่า "ผู้ครองเรือน" ดูให้ดีๆ มันมีสองแง่
ก็ถ้ายังมีหน้าที่ ก็ทำหน้าที่ให้เหมาะสม
การเปลี่ยนสถานะก็ช่วยเกื้อหนุนได้
แต่หาใช่ปัจจัยโดยตรงต่อการการพ้นทุกข์
โปรดพิจารณาดู การเห็นเหตุแห่งทุกข์ อยู่ที่ไหน?
อยู่ที่ "การรู้เท่าทันความเห็นผิดในขณะปัจจุบัน" หรือเปล่า หรืออยู่ที่การต้องสละเรือน
ขอเคลียร์คำว่า "สละเรือน" ก่อน
คำถามที่ว่ามานั้น… "สละเรือน" คำนี้น่าสนใจ เพราะหากยังมี "ตัวตน" ยังเป็น "ผู้ครองเรือน" ยังมีการนิยามตนว่า "ครองเรือน" ซึ่งคำก็บอกชัดแล้ว "ครองเรือน" มันก็ยังมี "ผู้ยึดครอง" ใน "เรือน"
เพราะงั้น "ทุกข์" หรือ "อวิชชา" ก็ยังมีที่ตั้ง ถ้าไม่มีผู้ยึด หน้าที่ก็จะเป็นเพียงแค่หน้าที่
"เรือน" คืออะไร?
"เรือน" ไม่ใช่แค่บ้านสี่เหลี่ยมที่มีหลังคา มองให้ลึกเข้าไปอีก "เรือน" ก็คือ "ร่างกาย"
เพราะถ้าแปลแค่ว่า "เรือน" คือ "บ้านสี่เหลี่ยม" ถ้างั้น บรรดาคนไร้บ้าน ก็ไม่ควรเรียกว่า "ฆราวาส" หรือ "ผู้ครองเรือน" น่ะสิ เพราะท่านเหล่านั้นไม่มีบ้านสี่เหลี่ยมอยู่
หากยังยึดว่ากายนี้คือเรา กายนี้เป็นของเรา ยังเอา "ตัวตน" กลับมาที่เรือน รอมีความสุขกับเรือนนี้ได้อยู่ ใจยึดเรือนกายว่าเป็นบ้านที่แท้จริงที่กลับมามีความสุข มามีภพชาติในเรือนกาย เสพกามด้วยเรือน เสพกามในเรือน มี "ตัวกู" เป็นแกนกลางที่ครอง "เรือนกาย" อยู่ ยังคิดเห็นว่าเรือนกายเป็นตัวเราของเราอยู่ ทุกข์ก็ยังมีที่ตั้ง อวิชชายังเป็นปัจจัยให้เกิดการปรุงวิญญาณ วิญญาณก็บ้าตัวตน อวิชชาไม่ดับ ปฏิจจสมุปบาทรันในทุกขณะที่ผัสสะเกิด ไม่ว่าจะนุ่งห่มอะไร
จะลองพิสูจน์ดูก็ได้...
ถ้าคิดว่าเรือนกายนี้เป็นเรือนของเรา เป็นตัวเรา ไหน... ช่วยแสดงหลักฐานที่ว่า "ร่างกายเป็นตัวเราของเรา" ให้ดูหน่อย
อนัตตา อิทัปปัจจยตา มันแสดงธรรมของมันอยู่ตลอด มันไม่เคยขออนุญาต สังเกตดู มันไม่แคร์ตัณหาเรา ดูสิ เราไม่อยากแก่ใช่มั้ย
เอ้า... ร่างกายจงไม่แก่!
สั่งให้มันไม่แก่... ได้มั้ยล่ะ
สั่งให้มันหนุ่มขึ้น... ได้มั้ย
สั่งให้ผมอย่าหงอก... ได้มั้ย
สั่งให้อารมณ์ดีต้องอยู่นานๆ อย่าเสื่อม.... ได้มั้ย
สั่งให้ความพึงพอใจในกามมันคงอยู่ตลอดไป ไม่ให้จืดจางเสื่อมคลาย... ได้มั้ย
อารมณ์กามยังไม่ดับ แต่ปัจจัยทางกายในการเสพกามดับ เอ้า จงตั้งชูชันขึ้นมาอีกที... ทำได้มั้ย หรือต้องอาศัยยาช่วยให้ชูชัน เพื่อสนองตัณหาที่ยังไม่ดับหมด เห็นอะไรมั้ย เห็นสิ่งที่เกินเลยออกมาหรือยัง
ดูสิ... ร่างกายมันก็หมดแรงไปตามธรรมชาติ ตามเหตุปัจจัย (อนัตตา) แต่มันมี "ตัณหาเพียวๆ" ที่ไม่ยอมจบ มันเลยต้องไปบีบคั้น หาหยูกยามาฝืนกลไกธรรมชาติ เพื่อตอบสนองอะไร.... สนองความอยากที่ยังรันค้างอยู่!
มองให้เห็นแจ้งถึงอนัตตา ให้เห็นตัณหาชัดๆ จะได้ตัดที่ตัณหา ปฏิจจสมุปบาทจะได้ไม่ไหลไปถึงอุปาทาน!
แล้วไงต่อ... สั่งอะไรอีกล่ะ
สั่งให้มันไม่ปวดหัว ไม่เป็นไข้ ฟันไม่เสื่อม ไม่ผุ... ได้มั้ย
สั่งให้หายปวดขี้... ได้มั้ย
สั่งให้มันหยุดหิว... ได้มั้ย
สั่งให้มันเลิกอยากในกาม... ได้มั้ย
สั่งให้มันไม่ง่วง ไม่เหนื่อย ไม่ทรุดโทรม... ได้มั้ย
สั่งให้มันไม่ตาย... ได้มั้ย
แค่นี้ก็พิสูจน์ได้แล้วว่า กายนี้มันเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยของมัน นั่นล่ะ มันแสดง "อนัตตา" ออกมาให้เราเห็นตลอดแหละ อนัตตา มันไม่เคยแคร์ว่าตัณหามันอยากได้อะไร ธรรมชาติของนามรูป มันก็เป็นของมันอย่างนั้น มันฟ้องอยู่ทนโท่แล้วว่า "ไม่ใช่ของมึง ไม่ควรมาเป็นเจ้าของ" มาช้านานแล้ว แล้วอย่างนี้ มันจะไปทึกทักว่าเป็นตัวฉันของฉันได้ยังไงล่ะ รู้อย่างนี้ยังจะเข้าไปยึดกาย หรือยึดขันธ์ห้าว่าเป็นเรือนของมึงอีกหรือ? ยังจะเข้าไปเป็นผู้ครองเรือน อีกหรือ?
เข้าใจคำว่า "ความเห็นผิด" หรือ "มิจฉาทิฏฐิ" หรือยัง
แม้แต่ลมหายใจหนึ่งเข้า สั่งให้มันไม่ออก ได้มั้ย? แล้วถ้าไม่หายใจ สั่งให้มันไม่ตายได้มั้ย? ถ้าร่างกายยังต้องอาศัยเหตุปัจจัยในการดำรงอยู่ อาหาร น้ำ ลมหายใจ ฯลฯ สั่งให้มันไม่ต้องการได้มั้ย? ก็ไม่ได้
ถ้ายังยึดเรือนว่าเป็น "ตัวเรา" มี "ตัวเรา" ในเรือนกาย:
- ไม่ว่าจะใส่กางเกงยีนส์ มันก็ทุกข์
- ไม่ว่าจะนุ่งผ้าขาวม้า มันก็ทุกข์อยู่ดี
- ไม่ว่าจะนุ่งห่มผ้าขาว มันก็ทุกข์อยู่ดี
- ไม่ว่าจะนุ่งห่มชุดอะไร จะเป็นฆราวาสหรือนักบวช
ถ้ายังมี 'ผู้ยึดครอง' ในเรือนกายนี้ ทุกข์มันก็มีที่ตั้งอยู่วันยังค่ำ
แต่เมื่อเห็นว่า เรือนก็ส่วนเรือน การเสื่อมก็เป็นธรรมดาของเรือน จะให้มันอยู่ค้ำฟ้าได้ยังไง เพราะงั้น หน้าที่... ก็ยังทำไป แต่แค่ "ผู้แบก" ไม่มี ก็แค่นั้น
เพราะฉะนั้น จากคำถาม... ได้คำตอบหรือยัง?
พระพุทธเจ้าท่านวาง 'แผนที่' และ 'สูตรสำเร็จ' เอาไว้ให้แล้ว ไม่ใช่หน้าที่ของเราที่ต้องไปเลียนแบบการเดินออกจากวังเหมือนท่านไปเสียทั้งหมด ท่านเลาะมาเป็นสูตรและชี้ให้เราเห็นเรียบร้อยแล้ว หน้าที่ของเราก็แค่มองตามในทิศที่ท่านชี้ไว้
ท่านชี้ให้ดูที่ "ทุกข์" และ "เหตุแห่งทุกข์"
เมื่อใดที่เห็นว่า "เรือน" นี้ไม่มีเจ้าของ เมื่อนั้นคำว่า 'ผู้ครองเรือน' ก็จะเหลือเพียงหน้าที่ที่ทำไปตามสมมติ
ส่วนเรื่องอื่นที่อยู่นอกเหนือจากการดับทุกข์... ค่อยๆ วางมันลงเถอะ เสียเวลาเปล่า