ทำร้ายสัตว์ ทำยังไงดี มีวิธีแก้มั้ย?

ถาม: ถ้าเราทำร้ายแมว กรรมของเราคืออะไรครับ คือแมวมันชอบถ่ายมั่วชั่วแล้วผมก็เป็นคนเก็บ ผมไม่พอใจอย่างมาก ผมไล่ตีมัน แล้วทำแรงด้วย มีวิธีแก้มั้ย 🙏🏻

ตอบ: ขอบคุณที่แบ่งปันให้ฟังแบบตรงๆ ขอแบ่งออกเป็นสองส่วนนะ การกระทำนั้นอาจเกิดผลต่อสัตว์ และต่อผู้ทำ

คือ สัตว์อาจจะมีพฤติกรรมกลัวคน กลายเป็นสัญชาตญาณการเอาตัวรอด เกิดความดุร้ายขึ้น หลบๆ ซ่อนๆ ในขณะเดียวกัน กรรมที่ทำ ส่งให้เกิดผลทางใจเราเอง พาให้ใจเราเสื่อมลง ใจฉุนเฉียว หงุดหงิด อันนี้เป็นผลทางตรงที่ใจที่เกิดกับเรา

การทำร้ายสัตว์ด้วยเจตนา เรียกว่ากรรม ซึ่งจริงๆ กรรมที่ทำร้ายสัตว์นั้น ก็สลักที่จิตเราแล้ว เรายังจำช่วงเวลานั้นได้ อาจจะจำได้ถึงสายตาที่มันมองเรา นี่แสดงว่ามันสลักเอาไว้ ผลกรรมก็แบ่งออกเป็นสองส่วน คือ กรรมที่สลักไว้ที่ใจ กับผลกรรมในภายหน้า

ทางใจ: ตอนนี้ ผลกรรมก็กำลังส่งผลอยู่ ทำให้เรารู้สึกกลัว รู้สึกเสียใจ สำนึก รู้สึกสลด รู้สึกผิดตามมาจนเกิดคำถามนี้ขึ้นมา ผลนี้มันจะตามกวนใจเราอยู่เสมอ ยิ่งถ้าเราละความรู้สึกสลดไม่ออก มันก็จะทับถมไปเรื่อยๆ และพาให้ใจเราเสื่อมลง

ส่วนผลกรรมในภายหน้า: อาจเกิดความรู้สึกผิดต่อสิ่งนั้นที่ทำไป จะส่งผลอย่างไร อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับเหตุและปัจจัยล้วน ๆ

ที่วันนี้ ท่านเจ้าของคำถามรู้สึกอย่างนี้ได้ นี่ก็คือ มีสติ สำนึกได้แล้ว ดีที่สุดแล้ว คราวนี้ วิธีแก้ไขทางใจ ลองโอบรับด้วยเหตุผลที่ตรงๆ ไม่ต้องปรุงแต่งใดๆ และไม่ต้องเข้าข้างฝ่ายใด ลองพิจารณาดูอย่างนี้

1. ขอให้ยอมรับว่า “มนุษย์” คุยกับแมวไม่รู้เรื่อง

อันนี้พูดถึงในกรณีของ ผู้ถามท่านนี้ เท่านั้นนะ

ลองมามองในมุมมองของมนุษย์ แน่นอน เราคุยกับหมาไม่รู้เรื่อง เพราะเราไม่รู้ภาษาหมา เราคุยกับแมวไม่รู้เรื่อง เพราะเราไม่รู้ภาษาแมว

เราไปพูดประโยคภาษาไทยว่า “โปรดอย่ามาอึที่นี่ อย่ามาฉี่ที่นี่” ให้หมาแมวฟัง มันจะรู้เรื่องมั้ย ในทางกลับกัน หมาแมวมันก็คุยกับเราไม่รู้เรื่องเหมือนกัน แมวที่บ้านของผู้เขียน นี่ก็มาแง๊วๆ ตอนเช้ามืด คือ มันจะบอกว่าน้ำกินหมดแล้ว ไอ้เราก็เดินเฉิบไม่สนใจ จนต้องเอะใจด้วยตัวเอง นี่ก็เหมือนกัน แมวมันบอกแล้ว แต่แค่เราไม่รู้ภาษาเขา ก็แค่นั้น พูดง่ายๆ ต่างคนต่างก็ไม่รู้เรื่อง ก็ได้แต่เดาๆ กันไป ศึกษากันไป

แต่ด้วยความที่มนุษย์อย่างเรานั้น ต้องการปกป้องสิ่งของ หรือพื้นที่ของเรา อย่างที่บอกว่า แมวมันชอบถ่ายมั่วชั่ว มันสกปรก มันเปรอะเปื้อน จึงจำเป็นที่จะต้องมีการสื่อออกไปในแบบที่แมวรู้เรื่องที่สุด เช่น

  • การเอาไม้ตีพื้นบ้าง
  • เอาอะไรปาบ้าง
  • วางกล่องเอาไว้ ให้พอเดินมาแล้วให้กล่องตกพื้นให้ตกใจบ้าง

ทั้งนี้ก็เพื่อสื่อให้แมวรู้ว่า มนุษย์คนนี้ไม่อยากให้เธอเข้ามาในพื้นที่นี้นะ มันไม่ใช่ว่า "ฉันอยากจะฆ่าแกงให้แกตาย" ไม่ใช่นะ การตีพื้นคือ การพูดภาษาที่แมวเข้าใจ แมวทั้งหลาย เธอต้องแยก "เจตนาสื่อสาร" ที่ออกมาทางพฤติกรรมของมนุษย์นะ และถ้าทำสม่ำเสมอ หมาแมวมันก็จะเรียนรู้สัญลักษณ์นี้และปรับพฤติกรรมได้ นั่นล่ะ เราก็ต้องใช้ “ภาษา” ในแบบที่เขาเข้าใจ ไม่ใช่เอาคำภาษาไทยว่า “อย่านะ” ไปใส่หูแมว แล้วเหมาเอาเลยว่าแกต้องทำให้ได้ อันนี้ต้องแก้ให้ตรงจุด

2. เข้าใจธรรมชาติของสัตว์ อย่าคิดไปในทางที่ว่า “แมวมันสมควรโดน”

มองให้เข้าใจว่า ธรรมชาติของสัตว์ มันเป็นของมันอย่างนั้น เหมือนฝนตก เราห้ามฝนไม่ให้ตกได้มั้ย เพราะของมันจะเปียก เราห้ามไม่ได้ แมวก็เช่นกัน อย่าคิดไปในทางที่ว่า “แมวอย่างมึงนี่มันสมควรโดน” อย่างนี้มันไม่ใช่เมตตา มันเป็นการเอาอารมณ์เข้ามาแก้ไขปัญหา ยิ่งจะทำให้พฤติกรรมรุนแรงยิ่งขึ้น พฤติกรรมใคร? ก็มนุษย์คนนั้นแหละ

3. ที่ผ่านมาทำไปแล้ว ก็ยอมรับเสีย

แน่นอนว่าในวันที่เรามี 'สติ' สมบูรณ์ เราย่อมเลือกวิธีสื่อสารที่นุ่มนวลกว่านี้ได้ แต่ในวันที่เรา 'ไร้เดียงสา' หรือ 'ขาดสติ' การกระทำนั้นมันเกิดขึ้นไปแล้ว หน้าที่ของเราไม่ใช่การไปนั่งเถียงกับอดีต แต่คือการยอมรับความจริงของระบบ เพื่อไม่ให้มันมาทำลายปัจจุบัน

ดังนั้น ยอมรับเสียเถอะว่ากรรมนั้นเราได้ทำไปแล้ว โอบรับเลยว่าวันนั้นเราทำเพราะเราโกรธและโมโหจริงๆ ยอมรับให้เต็มใจตัวเองไม่ต้องไปหนีมัน เหมือนกับเรายอมรับว่าตอนเด็กๆ เราเคยทำผิดพลาดด้วยความไร้เดียงสา นี่ก็เช่นกัน... ที่ผ่านมาเราทำร้ายแมว ในตอนนี้ก็จงยอมรับเสียเลยว่า ตอนนั้นเราทำด้วยความโมโห ด้วยความไร้เดียงสาจริงๆ เพราะตอนนั้นมันทั้งง่วงและหงุดหงิด แต่ในเมื่อตอนนี้สติกลับมาแล้ว เรารู้ตัวแล้วว่าไม่ควรทำ ก็จงตั้งจิตโอบรับความจริงอันนี้เอาไว้เพื่อจบเวรภัยที่ใจตัวเอง

ที่แนะให้ทำอย่างนี้ก็เพื่อให้ความรู้สึกผิดนั้นได้รับการเปิดออก คลี่คลายออก สารภาพออก ในขณะที่ใจเราเข้มแข็งอยู่ เมื่อเราพร้อม เราก็ก้มหัวยอมรับตัวเองแล้วว่าเราผิด เมื่อใดที่เราจิตตกหรือเมื่อเราใกล้จะตาย ถ้าภาพนั้นย้อนกลับมาอีก ก็ไม่ต้องกลัวว่ามันจะพาให้จิตตกอบายได้ง่ายๆ เพราะเราได้ยอมรับมัน สารภาพกับตัวเองไปแล้ว

4. ทำบุญชดเชย ทำดีชดเชย ด้วยเจตนาดี

ลองมองไปยังสัตว์โลก มองให้เป็นเพื่อนร่วมโลก เราเจ็บได้ เขาก็เจ็บได้ เวลาเราหิว ลองมองพวกเขาดูสิ เขานอนข้างถนน แมวนอนบนกำแพง แมวก็หิวเป็น หรือลองเดินไปดูสถานที่ที่รับเลี้ยงแมว ไปดูแมวที่น่าสงสาร พวกเขาน่าสงสารมาก ไม่มีข้าวกิน ทำให้จิตเราเกิดเมตตา บริจาคให้มูลนิธิสัตว์ ทำบุญ แล้วนึกถึงสัตว์ที่เราทำร้าย มันอาจจะไม่ได้เปลี่ยนอะไรภายนอกมากหรอกนะ แต่เป็นการสร้างความเมตตาต่อใจขึ้นมา เพื่อให้เราเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งกายและใจ อย่าให้การทำร้ายสัตว์ในครั้งที่ผ่านมานั้น ต้องสูญเปล่าไป เปลี่ยนอดีตให้เป็นโอกาสทำความดีที่สูงขึ้นแทน

5. ฝึกเจริญเมตตา

โดยการพูดในใจ เมื่อเจอหน้าแมวพวกนั้นอีก “ขอให้เจ้าแมวปลอดภัย ขอให้เจ้าแมวมีความสุข เราจะไม่ทำแกแล้วนะ” โบกมือให้ ทำทั้งเช้าและเย็น อย่างจริงใจ จะช่วยเปลี่ยนจิตใจ ไปดูบ้านที่เขารับเลี้ยงแมว เอาอาหารแมวไปฝาก ไปดูแมวที่น่าสงสาร ใจเราจะอ่อนลง

6. ปฏิบัติตน (สติ/การกลั่นใจ)

ฝึกสติ เวลารู้สึกโกรธ ให้หายใจลึก ๆ นับ 1–10 แล้วออกจากสถานการณ์นั้นก่อนจะเผลอลงมือทำอะไร การสำนึกจริงใจ (ไม่ใช่แค่พูดผ่าน ๆ) จะช่วยให้กรรมนั้นเบาบางลง การกระทำและการตั้งใจใหม่สำคัญกว่าคำพูด

สำหรับกรรมทางใจที่สลักเอาไว้ ให้หันมาเจริญสติ อยู่กับปัจจุบันเป็นหลัก ผลจากที่ทำ มันอาจจะส่งผลให้เราคิดถึงพฤติกรรมในวันนั้นของเรา ทำให้เราสลดใจบ้าง หรือทำให้เรารู้สึกผิด กลัวว่าสิ่งนั้นจะมาสนองเราวันไหนสักวัน จนทำให้เราไม่สบายใจ ใจไม่ผ่องใส

รู้ทันอารมณ์เหล่านั้นเข้าไว้ ให้เข้าใจว่า กรรมนั้นมันเป็นอดีต เราทำมันแล้ว เราแก้ไขอะไรในอดีตไม่ได้แล้ว แก้วแตกไปแล้ว มันกลับมาเป็นเหมือนเดิมไม่ได้ ให้ยอมรับซะเลย ว่าใช่ เราทำ แล้วชดเชยมันด้วยคำแนะนำในข้างต้น เพื่อให้ใจเราเดินหน้าออกจากจุดที่จมนั้น เมื่อมีภาพเดิมๆ กลับมาวนในหัว หรือเกิดอารมณ์ทางใจ เสียใจ เศร้าใจ ภาพในอดีตมันตีกลับมา ให้รู้ทัน มันคือความคิดและอารมณ์เข้ามากระทบใจ เกิดมโนวิญญาณ อวิชชามันมักจะพาให้ดิ่งลงความทุกข์ รู้ให้ทันแล้วบอกกับใจตัวเองว่า "ฉันยอมรับแล้ว เพราะวันนั้นฉันยังไม่รู้ วันนี้ฉันเปลี่ยนเป็นคนใหม่แล้ว ฉันเลิกแล้วการกระทำเหล่านั้น"

เพราะงั้น ความคิดที่วนกลับมา มันเป็นแค่ผลของกรรมทางใจที่สลักเอาไว้ตั้งแต่วันนั้น มันเข้ามาและมันก็ผ่านไป เกิดแล้วก็ดับ มันไม่อยู่ในใจเรานานหรอก เพราะงั้น อย่าไปสานต่อมัน ให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน เริ่มทุกๆ วันด้วยการฝึกสติ ให้อยู่กับอิริยาบถต่างๆ ไม่ให้ใจไหลไปกับภาพในอดีต หรือคิดถึงอนาคตว่าจะเป็นยังไง ชีวิตมันมีแต่ปัจจุบันเท่านั้น

สิ่งที่เราทำนี้ เราเรียกว่า วิปัสสนากรรมฐาน เป็นการแก้กรรม คือ แก้ผลที่กระทบใจเรา เราไม่ได้ทำวิปัสสนาเพื่อใคร เราทำเพื่อแก้ที่ใจเราให้ไม่ติดอยู่ในผลของกรรม คือ ให้ใจไม่ยึดอยู่ในผลของกรรมที่สลักเอาไว้ โดยถอนตัวผู้รับผลกรรมนั้นด้วยปัญญาที่มองตามความเป็นจริง

เอาล่ะ สิ่งที่ทำได้ทันที คืนนี้ลองออกไปด้วยใจจริงว่า: “ขอให้สัตว์ทั้งหลายมีความสุขนะ ฉันจะปรับตัวปรับใจเป็นคนใหม่ เหมือนองคุลีมาลที่กลับตัวเป็นอริยะบุคคล” แล้วอุทิศบุญเล็ก ๆ เช่น การให้อาหารสัตว์ ปล่อยสัตว์หน้าเขียง หรือการทำความดีโดยระลึกถึงพวกเขา ก็เป็นก้าวแรกของการเปลี่ยนอดีตที่ขมขื่นให้กลายเป็นแรงบันดาลใจทำความดีครับ