อย่าให้ร่างกายที่ยังไม่ตาย มาหลอกว่ามีตัวตนที่เที่ยงแท้

หลวงพ่อฤาษีท่านมักจะสอนศิษย์ให้ระลึกเสมอว่า "ร่างกายนี้ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา"

ไอ้ร่างกายนี้แหละตัวดี เพราะ "ความหนาแน่นของก้อนรูปธรรม" นี่แหละ ที่เป็นตัวหลอกที่ร้ายกาจ

เมื่ออวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารที่ขี้ปรุง
เมื่อสังขารปรุง วิญญาณจึงเจือด้วยความมืดบอด
ที่ไม่ว่าจะรับรู้อะไรก็เอาแต่คิดว่ามีกูที่รู้อยู่ตลอด มีตัวเรา มีผู้รู้
วิญญาณที่ควรจะแค่เกิดดับๆ จึงเอาแต่หยั่งลงนามรูป
ยึดนามรูปว่าเป็นเราเป็นของเรา ยึดรูป ก็คือยึดกาย
จะกายเนื้อๆ หรือกายทิพย์ก็เหมือนกัน
พูดง่ายๆ ก็คือ เอามากองๆ เป็นขันธ์แล้วก็โอบยึดทุกขันธ์ว่าคือกู
อย่างนี้มันก็พาไปเกิดภพเกิดชาติ วัฏสงสารมันก็ไม่จบ

นี่แหละ สิ่งที่ขวางสิ่งแรกก็คือ “ร่างกายนี่แหละ”
เพราะเราคิดว่าร่างกายที่มีความหนาแน่นอย่างนี้ ไม่ตาย ไม่ป่วย เป็นก้อนที่มั่นคง
ในทางธรรมท่านเรียกว่า ฆนสัญญา ความจำได้หมายว่าเป็นก้อน เป็นแท่ง เป็นชิ้นเดียว

คือ

1. ร่างกายมัน "แน่นปึ๋ง" และ “เที่ยงแท้” จนหลอกตา

ตราบใดที่เนื้อหนังมันยังอุ่น หัวใจยังเต้นตุบๆ กล้ามเนื้อแข็งปึ๋ง แขนขามันยังขยับไปตามสั่งได้แบบ Real-time มนุษย์จึงมักจะเชื่อโดยสัญชาตญาณว่า "ร่างกายนี้คือตัวเรา" ยิ่งเมื่ออารมณ์ความรู้สึกไหลบ่าเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันก็เหมือนแรงอัดที่ยิ่งขับเน้นให้เราเชื่อสนิทใจว่า 'ก้อนร่างกายนี้คือฐานที่มั่นของกู' เพราะเมื่อมีความรู้สึกเกิดขึ้น อวิชชาก็จะรีบสถาปนา 'ตัวเรา' ขึ้นมาเป็นเจ้าของอารมณ์เหล่านั้นทันที

มันเหมือนเราดูหน้าจอทีวีที่ความละเอียดสูงมากๆ (4K) เราเห็นเป็นตัวละครที่มีชีวิตเดินไปมา เราลืมไปเลยว่าจริงๆ มันคือ "เม็ดพิกเซล" เล็กๆ ที่สว่างแล้วดับ สลับกันด้วยความไวแสง

ร่างกายนี้ก็เหมือนกัน เรามองเห็นมันเป็นก้อนที่ "ไม่ตายตอนนี้" สันตติทางกายมันปิดบังความจริงที่ว่า เซลล์มันตายและเกิดอยู่ทุกวินาที และวิญญาณทางอายตนะก็วาบดับตามผัสสะอยู่ตลอด

2. การที่ "มันไม่ตายตอนนี้" คือกับดักความประมาท

เมื่อความรู้สึกต่อร่างกายที่ว่า "กูยังมี กูยังเป็น กูยังเดินเหิรได้สบาย" มันแข็งแรงมาก ปัญญาเลยไม่ทำงาน 100% คือ ไอ้เราก็เห็นแต่คนอื่นตาย ลองสังเกตดู งานศพที่ไปๆ มา มีแต่งานศพคนอื่น แต่พอมองมาตัวเรา เฮ่ย ยังไม่ตาย ปู่ย่าต้องตายก่อน พ่อแม่ตายก่อน พี่ตายก่อน แล้วพอจะถึงเรา… ยัง! เอ้า น้องตายก่อน

คือ ยังเด็กๆ หนุ่มๆ แน่นๆ ก็ว่ามั่นคงดีหรอก แต่มันไม่ได้เด็กไม่ได้หนุ่มๆ ตลอดไปนี่สิ เตรียมตัวไว้หรือยัง ที่พูดนี่ไม่ใช่เตรียมตัวที่จะตายนะ แต่เตรียมตัวทำให้บรรลุถึงนิพพานหรือยัง ให้เข้าใจง่ายหน่อย ก็คือ เตรียมหาช่องทางที่จะดับอวิชชาหรือยัง อย่าประมาทเชียว และก็อย่าคิดว่าการเรียนรู้เพื่อดับอวิชชามันเป็นอะไรที่ต้องทำชาติหน้า ชาตินี้น่ะ ถ้ามันทำถูกศึกษาถูก มันก็จะได้เลิกตายเสียแต่วันนี้ มันอยู่ที่ว่าเราน่ะตั้งใจมากน้อยแค่ไหน พูดอีกอย่างก็คือ บารมีมากน้อยแค่ไหน

ไหนๆ ก็พูดถึงบารมี ก็พูดสักหน่อยก่อน.... บารมี ไม่ใช่กำลังภายใน ไม่ใช่การนั่งรอให้อะไรๆ จากชาติที่แล้วมันส่งผลมา... บารมี ไม่ใช่พลังวิเศษ แต่บารมี หมายถึง กำลังใจ พลังใจ ที่จะพาให้เราทำสิ่งๆ หนึ่งได้โดยที่ไม่ถอดใจกลางทาง ไม่ใช่ว่าเจอคลื่นนิดหน่อย พอเรือโยก ก็กลับเข้าฝั่ง อย่างนี้เรียกว่า ไม่เอาจริงเอาจัง เพราะงั้น จะให้อวิชชาดับ ก็ต้องเอาจริงเอาจัง หากลไกให้เจอ หาเหตุให้เจอ แล้วดับซะ เจอวันนี้ ดับวันนี้ ก็นิพพานที่นี่ เดี๋ยวนี้ จะไปรอชาติหน้าถึงเมื่อไหร่

ลองคิดดูดีๆ คนหนุ่มกับคนแก่วิ่งแข่งกัน ใครจะชนะ? ยังหนุ่มๆ แน่นๆ มีแรงก็เอาไปส่องอย่างอื่นหมด พอมาเรียนดับอวิชชาตอนอายุมาก หูตาก็ไม่ค่อยดี นั่งก็โอย ลุกก็โอย

อย่าไปมองว่าการศึกษาให้เกิดปัญญาถึงอนัตตา มันเป็น "เรื่องในวันข้างหน้า" คือ ให้แก่ก่อน ให้ใกล้ตายก่อน เดี๋ยวค่อยศึกษา ค่อยไปทำใจเองในตอนนั้น

ถ้าผลัดวัน มันก็ทำให้เรามองไม่เห็น "อนัตตาในลมหายใจปัจจุบัน" ว่าขณะที่กำลังนั่งอยู่เนี่ยแหละ มันไม่มี "เจ้าของ" ไม่มี "ตัวตน" อยู่จริงๆ มันมีแค่กระแสของเหตุปัจจัยที่ไหลไป

3. ไม่ต้องรอให้ตาย กายก็เป็นอนัตตาอยู่แล้ว

สิ่งต่างๆ น่ะ โดยเฉพาะร่างกาย มันบอกเราตลอดแหละ ว่ามันไม่ใช่ของเรา เคยเห็นมั้ยบ้างหรือเปล่า

แม้กายจะดูแน่น ปึ๋งปั๋ง ทำงานได้สบายๆ ไม่ตายหรอก แต่อย่าลืมวิญญาณทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ที่ไป "รู้" อารมณ์ต่างๆ นั้น มันไม่ได้มั่นคงตามร่างกายไปด้วย ไอ้ที่เราเชื่อว่า 'ตัวตน' มันมั่นคงนักหนา ก็เพราะมีร่างกายหนาๆ คอยรองรับแรงกระแทกเอาไว้ เวลากายเปลี่ยนแปลงแค่เล็กๆ น้อยๆ มันก็มองไม่เห็น มันเห็นก็แค่วันนี้ตื่นมายังเดินได้ มันไม่เห็นการดับไปของความมั่นคงนี่ เมื่อยังเห็นแค่ความแข็งแรงดี เดินได้ กินได้ นอนหลับอยู่... เราเลยโดนมันหลอกเข้าเต็มเปา ลองดูสิ ผมหงอกกี่เส้นแล้วล่ะ ฟันผุมีมั้ย เหงือกร่นมีมั้ย ริ้วรอย ผิวหนังย่นบ้างมั้ย ตาฝ้าฟางบ้างมั้ย

ลองสังเกตดู
ตาเห็นรูป มัน "วาบ" ที่ตา แล้วก็ "ดับ"
ตาน่ะ เลอะเลือนบ้างมั้ย น้ำตาซึมแสบตาบ่อยขึ้นมั้ย

หูได้ยินเสียง มัน "วาบ" ที่หู แล้วก็ "ดับ"
หูน่ะ ได้ยินชัดเหมือนเดิมมั้ย เคยได้ยินแล้วรู้สึกว่าฟังผิดบ้างมั้ย

ความเปลี่ยนแปลงของกายและใจ มันคุมได้ที่ไหนล่ะ มันเสื่อมทรามไปทุกขณะ

ดูสิ เหมือน… เอาถังใส่น้ำ แล้วเอาเข็มเจาะรูที่ถัง น้ำมันก็หยดๆๆ ทีละนิดๆ
ระดับน้ำน่ะมันดูเหมือนไม่ลดหรอก แต่จริงๆ แล้ว ลองไปทำอย่างอื่นดูสิ
แล้วกลับมาดูใหม่ ยิ่งไปนานเท่าไหร่ เมื่อกลับมาดู ก็จะเห็นระดับน้ำนั้นลดลงจนน่าตกใจ
เฮ่ย… จะถึงครึ่งถังแล้ว แต่ถ้ายืนดูอยู่ตรงนั้น มันไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงหรอก

1 เดือน ส่องกระจกครั้งนึง
ผ่านไปอีก 6 เดือน ส่องอีกครั้งนึงสิ
อาจจะเห็นความเปลี่ยนแปลง

นี่แหละ รูปมันเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัย
นามก็เปลี่ยนเช่นกัน

ไอ้จังหวะการ 'วาบ-ดับ' ที่ไวปานสายฟ้านี่แหละ คือ 'รอยร้าว' ที่เป็นธรรมชาติของนามรูปที่ดูเหมือนจะเที่ยงแท้ แต่มันกำลังเดินหน้าไปสู่การแตกสลายอยู่ทุกขณะจิต โดยที่เราไม่ทันได้เอะใจเลยสักนิด!

เพราะงั้น... อย่าให้คำว่า 'ยังไม่ตาย' มาหลอกเราว่ามันมีตัวตนที่เที่ยงแท้ เพราะในขณะที่เรากำลังหายใจอยู่นี้ 'ตัวตน' ที่มันตั้งอยู่บนภพชาติมันขาดสะบั้นลงทุกครั้งในแต่ละรอบของปฏิจจสมุปบาท! ไอ้การที่ร่างกายยังไม่ดับตามไปในทันที ไม่ได้หมายความว่ามันจะคงทนต่อไป มันมีรอยร้าว มันมีน้ำหยดทีละแหมะๆ เป็นการแปรเปลี่ยนที่รอวันถล่มลงมาในวันข้างหน้า

เริ่มต้นด้วยการคลำหา "รอยแยก" ของสันตติ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเห็นแจ้ง